ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
จำนวน : 0 ชิ้น
ราคา : 0.00
bullet ดูสินค้า
bullet ชำระเงิน
dot
dot


ชีทราม ชีทสรุป ข้อสอบ ม. รามคำแหง คู่มือสอบ คู่มือเตรียมสอบ งานราชการ
สำนักทดสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


เฉลยข้อสอบ 1/55 EDF3103(EF303) อัตนัย 6 ข้อ เลือกทำ 3 ข้อ article
วันที่ 09/01/2013   12:26:29

 

เฉลยแนวข้อสอบ 1/55 ใช้สอบซ่อม 1/55 ข้อสอบอัตนัย 6 ข้อ เลือกทำ 4 ข้อ

ถ้าน้องๆ ลง 2/55 ข้อสอบเป็นปรนัย  100 ข้อ มีวางจำหน่ายแล้ว เล่มละ 53.-

 

 

 

     ข้อสอบ 6 ข้อเลือกทำ 4 ข้อ

 

          ซ่อม 1/55

   คุณความดีที่ได้จากการถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดนี้ ขอยกให้ครูบา อาจารย์ทุกท่านและที่สำคัญที่สุดคือ

ท่านอาจารย์ประจำวิชา รศ.พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์ ขอให้ท่านจงมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้น สืบไป

    ขอให้น้องๆ และเพื่อนๆ  ใช้เอกสารชุดนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดในการเตรียมตัวสอบ

 

  ในการเขียนคำตอบนั้นให้น้องๆ เขียนสรุปเป็นธงคำตอบ...ตามความคิดเห็นของเราเองนะ  

 เอกสารชุดนี้เป็นเพียงแนวคำตอบเท่านั้น...(น้องๆ ที่เข้าสอบอาจจะเขียนคำตอบได้ดีกว่านี้ก็ได้นะคร๊า...บ)  

            ถ้าชีทชุดนี้มีความผิดพลาดประการใด  ก็ขออภัยไว้    ที่นี้ด้วย   

       โจทย์คำถาม...ซ่อม 1/55

   1.  ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีแนวคิดอย่างไร ให้นักศึกษายกตัวอย่างการนำเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ใน                 การศึกษากับประเทศไทย

   2.  การที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษ ชินวั  มีนโยบายแจก  Tablet  ให้กับเด็กประถมศึกษาปีที่ 1  ทั้ง ประเทศ                   นั้น   ในฐานะเป็นครูผู้สอนนักศึกษาคิดว่า  มีผลดี  ผลเสียอย่างไรให้อธิบายมาชัดเจน

       3.  พระราชบัญญัติการศึกษาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  ประกาศใช้เมื่อ  14 สิงหาคม 2542

ได้มีการเปลี่ยนแปลงการศึกษาของประเทศไทยครั้งใหญ่  โดยเน้นการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเป็นสำคัญ (ศูนย์กลาง) รวทั้งในหลักสูตรแกนกลาง 2551  เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเหมือนกัน 

จากข้อความที่กล่าวมาข้างต้น นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย   ให้นักศึกษาตอบมาพร้อมใช้เหตุผลประกอบ

4.  ให้นักศึกษากล่าวถึงการศึกษาการจัดการพิเศษ หรือกล่าวถึงการศึกษาสำหรับคนพิการในประเทศไทย  พร้อมทั้งอธิบาย  มีการจัดการอย่างไร

                    5.  ให้นักศึกษา   เปรียบเทียบระบบการศึกษาของประเทศไทยกับระบบการศึกษาในต่างประเทศ 

                 (ญี่ปุ่น , ฝรั่งเศส , สหรัฐอเมริกา , อังกฤษ , ออสเตรเลีย ) มา 1 ประเทศ  ว่ามีสิ่งที่คล้ายและแตกต่าง                    กับประเทศไทยอย่างไร

     6.  ให้นักศึกษากล่าวถึงภูมิปัญญาไทย (ภูมิปัญญาท้องถิ่น) มีความหมายว่าอย่างไร และโรงเรียน

      นำภูมิปัญญาเข้าประกอบการเรียนการสอนเรื่องอะไร  ยกตัวอย่างประกอบ

                                                             YYYYYYYYYYYYYYYYYYYYY

1. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีแนวคิดอย่างไร   ให้นักศึกษายกตัวอย่างการนำ 

       เศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการศึกษากับประเทศไทย

 ý แนวคำตอบ ý    

        8 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

            ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง  ยึดทางสายกลางที่อยู่บนพื้นของความสมดุล พอดี รู้จักประมาณอย่างมีเหตุผล มีความรอบรู้เท่าทันโลก เป็นแนวทางในการดำเนินวิถีชีวิตของคนไทย เพื่อมุ่งให้เกิด การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย

 

            ปรัชญาตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังกล่าวยังมุ่งเน้นให้เกิด บูรณาการแบบองค์รวมที่ยืด คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และการพัฒนาอย่างมี ดุลยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนไทยในสังคมมีความสุขถ้วนหน้า พึ่งตนเอง และก้าวทันโลก โดยยังรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นไทย มีค่านิยมร่วมต่อการปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด เจตคติ และกระบวนการทำงานให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารและการจัดการประเทศที่มุ่งสู่ประสิทธิภาพคุณภาพ รู้เท่าทันและก้าว ทันโลก สามารถเลือกใช้ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสม มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี และมีความยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรมและความซื่อสัตย์

 

            8 หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง

            การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุมีผลการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ

 

        ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้

            1.  กรอบแนวคิด ที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวอกฤตเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา

            2.  คุณลักษณะเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติ บนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

 

            3.  คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อมๆกันดังนี้

Ø ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

Ø ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับ ของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆอย่างรอบคอบ

Ø การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

 

            4.  เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ

Ø เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบ ที่จะนำความรูเหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ

Ø เงื่อนไขคุณธรรม  ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วยมีความตระหนักคุณธรรม   มีความซื่อสัตย์สุจริต 

มีความอดทน  มีความเพียรท  ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตไม่โลภ  และไม่ตระหนี่

 

            5.  แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี

                                                                    YYYYYYYYYYYYYYYYYYYYY

 

2.  การที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  มีนโยบายแจก  Tablet  ให้กับเด็ก

      ประถมศึกษาปีที่ 1  ทั้ง ประเทศนั้น   ในฐานะเป็นครูผู้สอนนักศึกษาคิดว่า 

      มีผลดี  ผลเสียอย่างไรให้อธิบายมาชัดเจน

 ý แนวคำตอบ ý    

(ข้อนี้ถามความคิดเห็น...ให้น้องๆ เขียนแสดงความคิดเห็นของเราเอง...นี่เป็นเพียงตัวอย่างการตอบ...น้องๆ อาจเขียนได้ดีกว่านี้นะ)

 ประเทศไทยเราเองนับได้ว่าเป็นประเทศที่ตื่นตัวในเรื่องนี้ระดับผู้นำของภูมิภาค ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขา สกอ. ผู้ร่างนโยบายการศึกษาพรรคเพื่อไทย   ได้ประกาศนโยบายแจก Tablet  ฟรีให้เด็ก ป.1 ทุกคน

สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการการศึกษาไทยอย่างมาก   เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาลก็ได้ดำเนิน

การตามที่ได้หาเสียงเอาไว้   ฉะนั้นในการแจกแท็บเล็ตให้เด็กป.1 นั้นย่อมมีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย

               แน่นอนว่า เมื่อใดที่มีการเปลี่ยนแปลง ก็ย่อมมีการต่อต้านเป็นของธรรมดาหลายฝ่ายต่างเกิดความกังวล

ทำให้มีคำถามมากมายเช่น..เด็กไทย ป.1 จะใช้ Tablet ได้อย่างไร จะเกิดประโยชน์อะไร ?   จะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างไร?     เด็กจะเอา Tablet  ไปโยนลงน้ำไหม ?     วันๆ คงจะเอาแต่เล่นเกมส์  ดูคลิปโป๊?

ผู้ปกครองจะเอา Tablet ไปจำนำหรือเปล่า?   ทุกอย่างล้วนมีข้อดีข้อเสีย   ไม่มีสิ่งใดดี-เลวสมบูรณ์ไปทุกอย่าง

มุมมองเรื่องการแจก Tablet ในด้านที่ดี  ถ้าใช้อย่างถูกวิธี  Tablet จะทำให้เกิดประโยชน์มหาศาลครับ     ผมมองว่าการแจก Tablet มันไม่ใช่แค่การแจก  "เครื่อง Tablet" ครับ  ถ้าเราทำให้ดี การแจก Tablet หนึ่งเครื่อง

หมายถึงหนังสือเรียนจำนวนมหาศาล     หมายถึงการแจกห้องสมุดชั้นดีให้กับเด็กทุกคน    หมายถึงการแจกสมุดจดบันทึก   สื่อการเรียนการสอนแบบมัลติมีเดีย     เครื่องอัดเสียง     สมุดรายงาน Presentation ฯลฯ

Tablet หนึ่งเครื่องยังสามารถเข้าสู่ฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ อินเตอร์เน็ต   

           

ถ้าเราพิมพ์หนังสือในห้องสมุดแจกให้นักเรียนทุกคน ต้องใช้งบประมาณมหาศาลครับ   แจกเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ถ้าเด็กมี  Tablet แล้วเราทำหนังสือเป็น   e-book  แจกได้ไม่จำกัด  ให้นักเรียนอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ อ่านแล้ว

ก็อปปี้ได้   จดบันทึกได้   เอาไปทำรายงานได้    การทำรายงานก็ทำ Presentation    นำเสนออาจารย์และเพื่อนๆ ได้

โดยมีโปรแกรมสำหรับทำการนำเสนอผลงานอยู่บน   Tablet นั่นเอง เป็นห้องเรียนแห่งอนาคต

                                                

เพราะฉะนั้น ความสำเร็จของ Tablet    ผลที่จะเกิดประโยชน์กับเด็กนักเรียน ตลอดจนวงการการศึกษาค่อนข้างมีเยอะ   ถ้าจะมองในแง่ดี  ในส่วนเด็กนักเรียน   น่าจะเป็นมิติใหม่ เป็นโอกาสใหม่ของการเรียนการสอนในชั้นประถม ในยุคนี้ที่เขามีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร   เข้าถึงวิชาความรู้ ได้มากกว่าที่เคยเป็นมา  อาจจะยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่เราจะให้ครูดีๆ ทั้งประเทศไปอยู่ใน Tablet เพื่อไปสอนเด็กในพื้นที่ห่างไกลสร้างความเท่าเทียมกันในการเรียนรู้ได้ทั้งประเทศ

         สิ่งที่เราต้องทำ มันไม่ใช่แค่การแจก Tablet นะครับ ผมคิดว่าต้องทำสิ่งต่อไปนี้

1. ระบบ wi-fi ความเร็วสูง อย่างทั่วถึง เพราะถ้าไม่อย่างนั้น Tablet ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ หรือเกิดประโยชน์น้อยอย่าให้เหมือนสมัยเราแจกเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังโรงเรียนพอครูได้ห้องคอมพิวเตอร์แล้วก็ล็อคห้องเอาไว้ ไม่ให้เด็กใช้   หรือถ้าต้องใช้ก็ต้องขออนุญาตวุ่นวายครูเองก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องเครื่องคอมพิวเตอร์จึงหวงเครื่องไว้เพราะกลัวเด็กทำพังเราต้องป้องกันไม่ให้กรณีอย่างนี้เกิดขึ้นอีก   ต้องมีการจัดอบรมครูทั่วประเทศเรื่องวิธีการใช้ Tablet   เรื่องการใช้ Tablet เป็นสื่อการสอนไม่ต้องห่วงว่าเด็กจะใช้ไม่เป็นครับ   เด็กยุคนี้ไวต่อเทคโนโลยีอยู่แล้ว

วางเครื่องไว้เฉยๆ   เขามาจับประเดี๋ยวเดียวก็เล่นเป็นแล้วครับ

            2. Application หรือโปรแกรม เป็น Courseware  (หลักสูตรการสอน) ให้ทำมาเป็นภาษาไทยเยอะๆ

ข้อเสียเปรียบของเด็กเราคือ อ่านภาษาอังกฤษไม่ได้แต่ข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ebook หนังสือ ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่ในโลกเป็นภาษาอังกฤษดังนั้นเราต้องทำข้อมูลดังกล่าวให้เป็นภาษาไทยคงไม่ใช่ให้กระทรวงทำเอง เพราะจะใช้งบประมาณมหาศาลต้องพยายามทำให้ครูสร้างเนื้อหาลงบน  application ที่กระทรวงจัดทำให้เราต้องอำนวยความสะดวกให้ครูสามารถใช้ Tablet ให้เกิดประโยชน์ได้

        3. เนื้อหาต่างๆ ในรูปดิจิตอลที่เรามีอยู่แล้วอย่างมากมาย อยู่ตามห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ

ที่เราเคยใช้งบประมาณลงทุนไปแล้วมหาศาลแล้ว Tablet นี่แหละครับ จะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ขอแค่มี Application ดีๆ ที่จะช่วยให้เด็กหาข้อมูลเหล่านั้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างมากที่สุดต่อไม่ไม่ใช่แค่เด็ก ป.1 ครับ พี่ ป.2-3 ก็อยากจะใช้ พี่มัธยมก็อยากใช้ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้แจกนักเรียนทุกคนเลยครับ

 

                                      YYYYYYYYYYYYYYYYYYYYY

3.  พระราชบัญญัติการศึกษาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  ประกาศใช้เมื่อวันที่  14 สิงหาคม 2542  ได้มีการเปลี่ยนแปลงการศึกษาของประเทศไทยครั้งใหญ่  โดยเน้นการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเป็นสำคัญ (ศูนย์กลาง) รวทั้งในหลักสูตรแกนกลาง 2551  เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเหมือนกัน  จากข้อความที่กล่าวมาข้างต้น นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย   ให้นักศึกษาตอบมาพร้อมใช้เหตุผลประกอบ

  (ข้อนี้ถามความคิดเห็น...ให้น้องๆ เขียนแสดงความคิดเห็นของเราเอง...

ลองอ่านความหมายดูแล้วนำไปเขียนว่า...เห็นด้วยหรือไม่  เพราะอะไร)

 

การปฏิรูปการเรียนรู้สู่ CHILD–CENTERED

 

          คำว่า CHILD–CENTRE เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษามาเกือบ 50 ปี จนคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นวิธีการสอนชนิดหนึ่ง ที่แท้จริง CHILD–CENTRED เป็นปรัชญาการศึกษาหรือแนวความคิดในการจัดบรรยากาศการเรียนการสอน โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนมากที่สุด และให้ผู้เรียนมีบทบาทมากที่สุด สภาพการเรียนการสอนจึงมีลักษณะผสมผสานด้วยวิธีการสอนหลากหลาย บทบาทของครูจึงเปลี่ยนจากผู้สอน อบรม บอกเล่า มาเป็นผู้ให้การสนับสนุน ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ ถ้าจะเปรียบครูคงไม่ใช่เรือจ้างอีกต่อไป เพราะครูไม่ต้องพายเรือไปส่งโดยที่เด็กไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าจะเปรียบคงเหมือนแสงเทียนส่องทางให้ศิษย์เดิน เด็กต้องช่วยตนเอง แก้ปัญหาด้วยตนเอง   ครูเป็นเพียงแสงให้ไปและไม่รู้จะดับเมื่อใด

            การจัดการเรียนการสอนแบบ CHILD–CENTRED จะช่วยฝึกฝนให้ผู้เรียนเป็นผู้คิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง เป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า "learning by doing"  และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเยาวชนไทยให้ทัดเทียมกับต่างชาติ อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนแบบนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างดังนี้

  1. ความพร้อมของครูอาจารย์ในด้านการปรับปรุงตนเอง การเตรียมวิธีการสอนที่หลากหลาย ตลอดจนเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ค่านิยมต่างๆ ให้เข้ากับสภาพปัจจุบัน เพราะถ้าไม่ปรับปรุงก็คงจะเข้าสู่สภาพเดิม
  2. ความพร้อมด้านงบประมาณ ต้องมีการเตรียมการหลายขั้นตอนโดยเฉพาะด้านสื่อการสอนที่ทันสมัย ต้องมีความพร้อม เพราะการเรียนการสอนโดยใช้ CHILD-CENTRED เด็กต้องมีบทบาทและส่วนร่วมด้านการวางแผนการสอน ถ้าเขามีความต้องการสื่อการสอนชนิดใด ต้องให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ทันสมัยต่างๆ
     
  3. ด้านสถานที่ ต้องมีการเตรียมพร้อมในด้านอาคารสถานที่ ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ ตลอดจนสวนหย่อม   มุมพักผ่อนต่างๆ เพื่อใช้เป็นสถานที่เรียนตลอดจนห้องประกอบการต่างๆ ต้องพร้อมเพรียง

 

              CHILD–CENTRED จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเรียนการสอนของนักเรียน ซึ่งเปลี่ยน

 


พระเอกจากครูเป็นนักเรียน และเพื่อให้เกิดความเข้าใจและจดจำได้ง่ายขึ้น  จึงขอชี้ให้เห็นว่ามาจากคำใด….

        C มาจาก COMFORT ครูจะต้องจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนมีความสุข สะดวก สบาย ไม่ให้เกิด  ความเครียด อาจจะมีสื่อด้านวีดิทัศน์ ภาพยนตร์ การ์ตูน มาใช้สอน โดยให้นักเรียนเป็นผู้นำเสนอ วิเคราะห์ด้วยตนเอง ตลอดจนใช้เกม เพลงในการสอน ก็จะช่วยพัฒนาจิตใจ อารมณ์ให้กับเด็กนักเรียน
            H มาจาก 4 H ได้แก่ Head, Hand, Heart, Health การสอนต้องคำนึงถึงสติปัญญา การฝึกฝนด้วยการปฏิบัติ การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และส่งเสริมสุขภาพทางกายและใจแก่นักเรียนโดยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทุกด้าน โดนเฉพาะด้านจิตใจ คุณธรรม จริยธรรมต้องเน้นเป็นพิเศษ
             I มาจาก IMAGINE ครูต้องส่งเสริมความคิดจินตนาการให้กับนักเรียน เช่น การวาดภาพจินตนาการ เขียนเรียงความ ฟังเพลงแล้ววิเคราะห์เรื่อง หรืออ่านหนังสือแล้วตอบคำถาม ตลอดจนการแต่งคำประพันธ์ เป็นต้น
             L มาจาก LOGICAL การใช้เหตุผล ซึ่งวิธีสอนของครูใช้ได้หลายอย่าง กระบวนการกลุ่ม คิวซี การระดมสมอง การสอนเชิงอภิปรายต่างๆ วิธีทางวิทยาศาสตร์ การสอนแบบสืบสวนสอบสวน มีวิธีมากมายที่กระตุ้นให้นักเรียนเป็นผู้มีเหตุมีผล อริยสัจ 4 ก็นับว่าใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี
             D มาจาก DEMOCRACY ครูต้องใช้หลักการประชาธิปไตย การให้นักเรียนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินการสอน จนถึงสรุปผล
             C มาจาก CREATIVE ความคิดสร้างสรรค์ ครูต้องเน้นให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ ความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ การสร้างผลผลิตการทำโครงการ โครงงาน
             E มาจาก EMOTION ครูช่วยกระตุ้นนักเรียนให้มีอารมณ์ทางบวก เช่น อารมณ์ดี มีความสุข เพื่อป้องกันความเครียด และจะไม่ไปพึ่งยาเสพติด
             N มาจาก NATURAL ครูต้องให้นักเรียนรู้จักธรรมชาติ และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสอน เช่น แม่น้ำลำคลอง ต้นไม้ ใบหญ้า ตลอดจนให้ศึกษาและจดบันทึกดูการเปลี่ยนแปลงของการเจริญเติบโต ชีวิตความเป็นอยู่ของพืชหรือสัตว์ เป็นต้น
             T มาจาก TOURIST ครูต้องให้นักเรียนไปทัศนศึกษา หาประสบการณ์นอกเหนือจากหลักสูตร
             R มาจาก RELATION ครูอาจารย์และนักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
             E มาจาก ETHIC คุณธรรม จริยธรรม การแสดงออกในทางที่ดี โดยใช้การแสดงละคร บทบาทสมมุติในการสอน ตลอดจนการจัดบรรยากาศให้เอื้ออำนวยต่อการสอน

 

               การเรียนการสอนแบบ child–centred นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อปลูกฝังให้ผู้เรียน       เป็นผู้กระทำ ให้นักเรียนมีความคิด กล้าแสดงออก ภายใต้ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม นักเรียน        จะเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ผลงาน สามารถทำให้ประเทศชาติเกิดความมั่นคงสืบไป ถ้าชาติไทยมีพลเมืองที่เพียบพร้อมไปด้วยผู้มีความคิดที่ดี

          ************************************************************************************************

 

            ขอให้น้องๆ ทุกคนโชคดี...เขียนข้อสอบได้นะ...เอา  A : B+: Bมาฝากนะ

          ไม่ต้องบินให้สูงอย่างใครเขาจงบินเอาเท่าที่เราจะบินไหว   ท่าที่บินไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร     แค่บินไปให้ถึงฝัน เท่านั้นพอ

 

 

 

ý แนวคำตอบ ý    

 

เห็นด้วย  เพราะว่า  การสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง  ที่เรียกว่า “Child  Centered” ทุกวันนี้การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  เป็นการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียนมากขึ้น สนับสนุนให้ผู้เรียนทุกคนได้พัฒนาตามศักยภาพและความสนใจของตนเอง โดยคำนึงถึงพื้นฐานความแตกต่างของผู้เรียน ผู้เรียนจะได้ค้นพบและแก้ปัญหาด้วยตนเอง มีอิสระในการเรียนมากขึ้น ได้เรียนรู้จากหลายๆ สถานการณ์ ทั้งในและนอกห้องเรียน และที่สำคัญ ได้เรียนในสิ่งที่ "เขา" อยากเรียนรู้ อยากได้ อยากเป็น

          โดยเรียนรู้จากประสบการณ์จริงด้วย "สมองและสองมือ" ในลักษณะของการบูรณาการ การให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ใกล้ตัวกับชีวิตประจำวัน ย่อมทำให้ผู้เรียนมีความสุขและนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ได้ ไม่ใช่เรียนด้วยวิธีการท่อง  จด  หรือจำ แล้วนำความรู้ที่ครูบอกไปคายออกในกระดาษคำตอบ ผู้เรียนสามารถท่องจำได้ แต่คิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเองไม่ได้ เพราะมีความรู้ในวงจำกัดกับสิ่งที่ครูบอกหรือเรียกว่าสอนเท่านั้น สิ่งเหล่านี้คือภาพสะท้อนให้เห็นถึงการศึกษาในอดีตที่ส่งผลให้ประชากรของ ประเทศมีความรู้แค่ในตำราไม่สามารถที่จะคิดเอง ทำเอง และตัดสินใจแก้ปัญหาเองได้ เพราะไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แต่จะเก่งในทางลอกเลียนแบบ

         ขนานเดียวกันในการจัดการเรียนการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางนั้น  ครูต้องวางแผนและดำเนินการให้ครบวงจร  ต้องใช้หลักวิชา และครูต้องมีความรู้ความสามารถสูง  การที่เขาให้ผู้ที่เรียนทางครูต้องเรียนวิชาครูที่เกี่ยวข้องกับ  ปรัชญาการศึกษา  จิตวิทยาการศึกษา   วิธีสอนต่างๆ ก็เพื่อให้นำหลักวิชาเหล่านั้นมาใช้ในวิชาชีพ  และต้องหมั่นปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนการสอนศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ  เพื่อจะได้เกิดแนวคิดแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ

                                                            YYYYYYYYYYYYYYYYYYYYY

4.  ให้นักศึกษากล่าวถึงการศึกษาการจัดการพิเศษ หรือกล่าวถึงการศึกษาสำหรับ

      คนพิการในประเทศไทย  พร้อมทั้งอธิบาย  มีการจัดการอย่างไร

ý แนวคำตอบ ý    

            แผนพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษ สำหรับคนพิการระยะ 5 ปี (พ.ศ.2550-2555)

            กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดเนื้อหาสาระของแผนพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษ สำหรับคนพิการระยะ 5 ปี ไว้ดังนี้

        การจัดการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการในทุกระดับการศึกษา

            พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 และกฎกระทรวงว่าด้วยการแบ่งส่วนราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 กำหนดให้โครงสร้างส่วนราชการกระทรวงศึกษาธิการประกอบด้วย 5 องค์กรหลัก คือ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีบทบาทภารกิจเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาทุกระดับและทุกประเภทการศึกษา รวมทั้งการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการทุกประเภท ซึ่งครอบคลุมการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม (Early Intervention: EI) การเตรียมความพร้อมและประสานส่งต่อจนถึงวัยเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี อาชีวศึกษา อุดมศึกษา รวมทั้งการศึกษานอกระบบ และตามอัธยาศัยด้วยรูปแบบวิธีการต่างๆ ตามความเหมาะสม จำนวนคนพิการทั้ง 9 ประเภทพิการ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ

 

            กระทรวงศึกษาธิการโดยคณะอนุกรรมการคัดเลือกและจำแนกความพิการเพื่อการศึกษาได้แบ่งเด็กที่มีความบกพร่องเพื่อเข้ารับการศึกษาออกเป็น 9 ประเภท ดังนี้

        1.  บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น           2.  บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

        3.  บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา         4.  บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

        5.  บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้                 6.  บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์

        7.  บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์       8.  บุคคลออทิสติก

            9.  บุคคลพิการซ้อน

            การจัดบริการทางการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ปี 2549 ให้กับคนพิการ 9 ประเภท ความพิการ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้

 

            สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้บริการการศึกษาในระบบนอกระบบและ

ตามอัธยาศัย ใน 3 รูปแบบ

            1.  โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะความพิการ นักเรียนพิการที่มีความพิการในระดับรุนแรงจากคนพิการในวัยเรียนทั่วประเทศ เข้าเรียนแบบประจำในทุกช่วงชั้น ได้แก่

                        1.  โรงเรียนที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

                        2.  โรงเรียนที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น

                        3.  โรงเรียนที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น

                        4.  โรงเรียนที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

       2.  ศูนย์การศึกษาพิเศษ

            3.  การจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนทั่วไป ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามนโยบายของรัฐบาลในปี พ.ศ. 2542 และกระทรวงศึกษาธิการที่ประกาศให้เด็กพิการทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียน จำแนก 9 ประเภทความพิการ ดังนี้

                        1.  บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น

                        2.  บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

                        3.  บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

                        4.  บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

                        5.  บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

                        6.  บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์

                        7.  บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

                        8.  บุคคลออทิสติ๊ก                       9.  บุคคลพิการซ้ำซ้อน

 

                               YYYYYYYYYYYYYYYYYYYYY

5.  ให้นักศึกษา  เปรียบเทียบระบบการศึกษาของประเทศไทยกับระบบการศึกษา

      ในต่างประเทศ  (ญี่ปุ่น , ฝรั่งเศส , สหรัฐอเมริกา , อังกฤษ , ออสเตรเลีย )   

      มา 1 ประเทศ  ว่ามีสิ่งที่คล้ายและแตกต่างกับประเทศไทยอย่างไร

 ý แนวคำตอบ ý    

            *** ระบบการศึกษาของประเทศไทย ***

การจัดการศึกษามี 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ  การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย คือ

          (1) การศึกษาในระบบ  เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย  วิธีการศึกษา หลักสูตร  ระยะเวลาของการ

ศึกษา  การวัดและการประเมินผล  ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน

 

          (2) การศึกษานอกระบบ  เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบวิธีการจัดการ

ศึกษา  ระยะเวลาของการศึกษา  การวัดและประเมินผล  ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา  โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม

 

(น้องๆ ลองเลือกและนำไปสรุปเปรียบเทียบดูนะ....ในเอกสารได้สรุปมาให้ครบทุกประเทศ)

              (3) การศึกษาตามอัธยาศัย  เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจศักยภาพ ความ

พร้อมและโอกาส  โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม หรือแหล่งความรู้อื่นๆ

สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรูปแบบก็ได้ให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียน

สะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม  รวมทั้งจากการเรียนรู้นอกระบบตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงานการสอน และจะส่งเสริมให้สถานศึกษาจัดได้ทั้ง 3 รูปแบบ

 

การศึกษาในระบบมีสองระดับคือ การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาระดับอุดมศึกษา

1. การศึกษาขั้นพื้นฐาน

            ประกอบด้วย การศึกษาซึ่งจัดไม่น้อยกว่า 12 ปีก่อนระดับอุดมศึกษา การแบ่งระดับและประเภทของการ

ศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง การแบ่งระดับหรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

            การศึกษาในระบบที่เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานแบ่งเป็นสามระดับ

1.1    การศึกษาก่อนระดับประถมศึกษา เป็นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีอายุ 3 – 6 ปี

 

                  1.2  การศึกษาระดับประถมศึกษา โดยปกติใช้เวลาเรียน 6 ปี

                        1.3  การศึกษาระดับมัธยมศึกษา แบ่งเป็นสอง 2 ระดับ ดังนี้

Ø การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยปกติใช้เวลาเรียน 3 ปี

Ø การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยปกติใช้เวลาเรียน 3 ปี แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1) ประเภทสามัญศึกษา เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

2) ประเภทอาชีวศึกษา เป็นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ

 

                                                    หรือ ศึกษาต่อในระดับอาชีพชั้นสูงต่อไป

2.  การศึกษาระดับอุดมศึกษา แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับต่ำกว่าปริญญาและระดับปริญญา การใช้คำว่า

"อุดมศึกษา" แทนคำว่า "การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยก็เพื่อจะให้ครอบคลุมการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรหรืออนุปริญญา  ที่เรียนภายหลังที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว

 

ทั้งนี้การศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปีโดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับหลักเกณฑ์และวิธีการนับอายุให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

                                                 ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý

            *** ระบบการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น ***

ระบบการศึกษาในสถาบันศึกษาของญี่ปุ่น จะเป็นระบบ  6-3-3-4 เช่นเดียวกับประเทศไทยเรา ซึ่งหมายถึง ระดับประถมศึกษา 6 ปี    มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี    มัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี    และมหาวิทยาลัย 4 ปี   ทั้งนี้ หลังจากผ่านการศึกษาชั้นต้นและกลางมาแล้วเป็นระยะเวลา 12 ปี (จบชั้นมัธยมปลาย) ก็จะเป็น การศึกษาระดับสูง

 

Ø ระดับอนุบาล (Kindergarten / Yochien)- อายุต่ำกว่า 6 ปี

ถึงแม้ว่าการศึกษาในระดับอนุบาลจะไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่การศึกษาในระดับนี้กลับมีจำนวนผู้เข้าเรียนเพิ่ม

ขึ้นเรื่อย นั่นทำให้รัฐบาลตั้งเป้าหมายในการเพิ่มศักยภาพของการศึกษาระดับนี้มากขึ้น

Ø ระดับประถม (Elementary School / shogakkou)- 6-12 ปี

เริ่มตั้งแต่ผู้เรียนอายุ 6 ปี – 12 ปี ซึ่งการศึกษาในระดับนี้เป็นการศึกษาภาคบังคับสำหรับชาวญี่ปุ่น โดยโรงเรียนรัฐ

บาลจะมีการกำหนดยูนิฟอร์มให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และโรงเรียนส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนของรัฐ

 

Ø ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Lower Secondary School / chugakkou)- 12-15 ปี

เป็นระดับการศึกษาที่สำคัญต่อเด็กนักเรียน เพื่อเตรียมเข้าสู่การเรียนในระดับมัธยมปลาย เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่จะ

ใช้เวลาอยู่ในชมรม, กิจกรรม และการเรียนของโรงเรียนเป็นหลัก

 

Ø ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Upper Secondary School / koutougakkou)- 15-18 ปี

การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นภาคการศึกษาไม่บังคับในประเทศญี่ปุ่น โดยการเรียนในระดับนี้นั้นจะ

ต้องมีการสอบเข้า เช่นเดียวกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศต่าง และนักเรียนที่จบจากโรงเรียนบางโรงเรียนจะสามารถเข้ามหาวิทยาลัยระดับประเทศได้โดยตรง อาทิเช่น University of Tokyo แต่สำหรับนักเรียนที่ไม่อยากเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็จะเข้าวิทยาลัยเทคนิคเช่นเดียวกับระบบการศึกษาในประเทศไทย

 

Ø ระดับมหาวิทยาลัย (University)- 18-20 หรือ 22 ปี

มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นจะกำหนดหลักสูตรและระยะเวลา ดังนี้ ระดับปริญญาตรีจะใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ปี,

ระดับปริญญาโท 2 ปี และระดับปริญญาเอก 3 ปี

โดยสถาบันศึกษาระดับสูงที่นักศึกษาต่างชาติสามารถเข้าศึกษาต่อได้ มีทั้งสถาบันของภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ประเภทได้แก่ วิทยาลัยเทคนิค , วิทยาลัยอาชีวศึกษา , วิทยาลัยหลักสูตรระยะสั้น , มหาวิทยาลัย ,

บัณฑิตวิทยาลัย

                                                                 ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý

             *** ระบบการศึกษาของประเทศฝรั่งเศล ***

ระบบการศึกษาของประเทศฝรั่งเศส อาจจะเรียกว่าเป็นระบบการศึกษาที่รัฐให้ฟรีทั้งหมดก็ว่าได้ เนื่องจากชาวฝรั่งเศสให้ความสำคัญการให้การศึกษาโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียนเป็นการป้องกันและรักษาไว้ซึ่งสิทธิ และโอกาสของแต่ละบุคคลในเรื่องความเสมอภาคกันทางการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่สาธารณรัฐมอบให้แก่ทุกคนที่อยู่ในฝรั่งเศส ระบบการให้ทุนการศึกษาจะทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกันทางด้านโอกาสทางการศึกษา ขอแต่เพียงเขาเหล่านั้นมีสติปัญญาที่ดีเขาก็จะได้รับโอกาสในการศึกษาเท่าเทียมกับคน อื่น โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพศ ผิวพรรณหรือฐานะทางสังคมแต่อย่างใด ดังนั้น ชาวฝรั่งเศสจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับโรงเรียนมาโดยตลอด

 

ประเทศฝรั่งเศสแบ่งระดับการศึกษาเป็นประถมศึกษา   มัธยมศึกษา   และอุดมศึกษา   เช่นเดียวกับ ประเทศไทย แต่จำนวนปีที่ศึกษาในแต่ละระดับแตกต่างกันออกไป สำหรับการศึกษาระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา รวมใช้เวลา 12 ปีเท่ากับประเทศไทย ดังนั้น นักเรียนไทยที่จบ มัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว จึงมีสิทธิ์เรียนใน ระดับอุดมศึกษาของฝรั่งเศส   โดยรัฐบาลฝรั่งเศส กำหนดการศึกษาภาคบังคับไว้สำหรับ เด็กอายุ 6 – 16 ปี ระดับการศึกษาขั้นต่างๆ แบ่งดังนี้

 

1.  อนุบาล เป็นการศึกษาไม่บังคับ แต่คนส่วนใหญ่จะส่งบุตรเข้าโรงเรียน ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ ครึ่ง ถึง 3 ขวบ

การศึกษาขั้นนี้แบ่งเป็น 3 ชั้น (Section) คือ เด็กเล็ก(อายุ 2 - 3 ขวบ) , เด็กกลาง (4 – 5 ขวบ) และเด็กโต (5 – 6 ขวบ)

 

2.  ประถมศึกษา (Ecole Primaire) เป็นการศึกษาภาคบังคับ รับนักเรียนอายุ 6– 11 ปี ประกอบ ด้วย

ชั้น 5 ชั้นโดยแบ่งเป็น 3 วงจร คือ

                        วงจรแรก    เรียน 1 ปี เรียกว่าชั้นเตรียมตัว (Cours Preparatoire – CP) อายุ 6– 7 ปี

                        วงจรที่ 2     เรียน 2 ปี เรียกว่าชั้นเบื้องต้น (Cours Elementaire – CE 1 และ CE 2) อายุ 7– 9 ปี

                        วงจรที่ 3     เรียน 2 ปี เรียกว่าชั้นกลาง (Cours Moyen – CM1 และ CM2) อายุ 9 – 11 ปี

 

3.  มัธยมศึกษาตอนต้น (College) เป็นการศึกษาภาคบังคับระดับนี้แบ่งเป็น 2 วงจร วงจรละ 2 ปี เริ่มตั้งแต่ชั้น 6    จนถึงชั้น 3 สำหรับเด็กอายุ 11 – 15 ปี

                        วงจรแรก     มีชื่อว่า วงจรสังเกตการณ์ (Cycle d’ Observation) ชั้น 6 และ 5 อายุ 11– 13 ปี

                        วงจรที่ 2      มีชื่อว่า วงจรแนะแนว (Cycle d’orientation) ชั้น 4 และ 3 อายุ 13 – 15 ปี

 

4.  มัธยมศึกษาตอนปลาย ระยะเวลาศึกษา 3 ปี แบ่งเป็นโรงเรียนสายสามัญ Lycees และ สายอาชีพ Lycees

d’Enscignement professional (L.E.P.)

         4.1  สายสามัญ แบ่งเป็น 3 ชั้น คือ ชั้น 2 (Class de Seconde) ชั้น 1 (Class de Premiere) และชั้นสุดท้าย

(Terminale) นักเรียนจะต้องสอบเพื่อให้ได้รับประกาศนียบัตร

          มัธยมศึกษาตอนปลาย (Baccalaureat) หรือเรียกสั้นๆ ว่า bac ซึ่งเป็นการสอบทั่วประเทศผู้ที่ได้รับ

ประกาศนียบัตรนี้มีสิทธิ์สมัครเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องมีการสอบแข่งขัน

            4.2  สายอาชีพ เรียนวิชาสามัญทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แล้วศึกษาวิชาชีพในบริษัท หรือ โรงงานด้วยจบการศึกษาแล้วออกไปประกอบอาชีพได้ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

1)  รับจากผู้จบชั้น 3 แล้วศึกษา 2 ปี จะได้ Brevet d’etudes professionelles (B.E.P.) หรือ  Certificate d’ aptitucle professioneless (C.A.P) การเรียนเพื่อรับ C.A.P.จะเน้นความชำนาญเฉพาะทางมากกว่า การเรียน เพื่อรับ B.E.P.

                        2)  รับจากผู้จบชั้น 5 และมีอายุอย่างน้อย 14 ปี มาเรียนอีก 3 ปี จบแล้วได้ C.A.P.

 

5.  อุดมศึกษา หมายถึงการศึกษาในระดับสูงกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้

3 ประเภท คือ การศึกษาระยะสั้น    การศึกษาระยะยาว   และการศึกษาในโรงเรียนชั้นสูง หรือ Grandes Ecoles

    ประเภทที่ 1 การศึกษาระยะสั้น (Short Programs)

             เป็นการศึกษาเน้นวิชาชีพ ใช้เวลา 2 – 3 ปี หลังจากมัธยมศึกษาตอนปลาย จัดสอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาชั้นสูงบางแห่ง (Lycee) และสถาบันอุดมศึกษาวิชาชีพ (IUP – Institut Universitaire de Technology) ซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งของฝรั่งเศส

             ประเภทที่ 2 การศึกษาระยะยาว  หมายถึง การศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นการศึกษาที่เน้นทฤษฎีและวิชาการในศาสตร์ต่างๆ ทุกสายวิชามหาวิทยาลัยเป็นของรัฐบาลซึ่งมีการศึกษาในมหาวิทยาลัย แบ่งเป็น 3 วงจร ดังนี้

วงจรที่ 1 (Premier Cycle) หลักสูตร 2 ปี ต่อจากมัธยมศึกษาตอนปลาย (BAC) จบแล้วได้อนุปริญญา ทั่วไป (DEUG = Diplome d’etudes Universitaires Generales) เป็นการศึกษาทั่วไปและเตรียมศึกษาเฉพาะด้าน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับนี้สามารถออกไปประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อไปได้

วงจรที่ 2 (Deuxieme Cycle) หลักสูตร 2 ปี ต่อจากอนุปริญญาหรือ DEUG เป็นการศึกษาขั้นลึกซึ้งเฉพาะสายวิชาที่ต้องการศึกษา

วงจรที่ 3 (Troisieme Cycle) วงจรสุดท้ายของมหาวิทยาลัย เป็นการศึกษาระดับสูงเฉพาะ สาขาเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ (Specialisation) หรือเพื่อทำการค้นคว้าวิจัย (Recherche) เปิดรับผู้ที่จบปริญญาโท (Maitrise)

 

            ประเภทที่ 3 โรงเรียนชั้นสูง (Grandes ecoles) มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตวิศวกรทั่วไป ผู้บริหารระดับสูงสำหรับปฏิบัติงานในภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ การเรียนการสอน เปิดกว้างสู่เทคโนโลยีระดับสูงและการวิจัยประยุกต์ ฝึกนักศึกษาให้พร้อมต่อการปฏิบัติงาน ในระดับนานาชาติ

                                                                ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý

 

       *** ระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา ***

การศึกษาในสหรัฐอเมริกา มีรายละเอียด ดังนี้

1.  แต่ละรัฐใน อเมริกา มีอิสระในการควบคุมคุณภาพและวางแผนด้านการเรียนการสอนเอง โดยไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง ทุกรัฐจะมีหน่วยงานด้านการศึกษา ในการคอยควบคุมและกำหนดมาตรฐานต่าง

2.  การศึกษาภาคบังคับนั้น นักเรียนอเมริกาทุกคน (สัญชาติ อเมริกัน) จะได้รับสิทธิเรียนฟรี จนกระทั่งถึงเกรด 12 (Grade 12) หรือจบในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

3.  การเรียนในระดับอุดมศึกษานั้น หากนักศึกษาต้องการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในรัฐที่ตนเองไม่ได้มีถิ่นฐานอยู่แล้ว จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เรียกว่า Out of States Tuition เพิ่มขึ้นมาด้วย

4.  หากนักเรียนต่างชาติ ต้องการเข้าไปเรียนในระดับประถม และมัธยม ที่ สหรัฐอเมริกา สิทธิในการเรียนนั้น จะถูกจำกัดให้สมัครเรียนได้เพียงโรงเรียนเอกชน (Private School) เท่านั้น จะไม่สามารถเรียนในสังกัดโรงเรียนรัฐบาล (Public School) ได้ (ยกเว้นนักเรียนทุนหรือนักเรียนแลกเปลี่ยน (Exchange Visitor Program) ที่ถือ วีซ่าอเมริกา

แบบ J-1 เท่านั้น สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้)

 

การศึกษาในระดับต่าง ๆ

·        ระดับอนุบาล ( Kindergarten)

ในสหรัฐอเมริกา การศึกษาระดับอนุบาล ไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่เป็นการเรียนเพื่อปรับพื้นฐานในช่วงอายุ 3-6 ปีก่อนที่จะเริ่มเรียนอย่างจริงจังในระดับประถมศึกษา

·        ระดับประถมศึกษา (Primary School)

เป็นการศึกษาภาคบังคับ สำหรับเด็กอายุ 6 – 11 ปี โดยมีระยะเวลาการศึกษา 6 ปี เริ่มเข้าเรียนที่ Grade 1 จนถึง Grade 6 (เทียบเท่ากับประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ในประเทศไทย) จึงจะสำเร็จการศึกษาในระดับนี้

                     -          ระดับมัธยมศึกษา (Secondary School หรือ High School)

เป็นการศึกษาภาคบังคับ สำหรับเด็กอายุ 12 – 18 ปี โดยมีระยะเวลาการศึกษา 6 ปี โดยจะเริ่มเรียนที่ Grade 7 – 8 ซึ่งเรียกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Junior High School) และต่อด้วย Grade 9 –12 เป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Senior High School) โดยส่วนใหญ่แล้ว นักเรียนใน สหรัฐอเมริกา จะเรียนต่อเนื่องจนกระทั่งจบการศึกษาในระดับนี้ที่อายุ 18 ปี (เทียบเท่า วุฒิ .6)

 

·        ระดับอุดมศึกษา แบ่งเป็น  4 ประเภท

1. วิทยาลัยแบบ 2 ปี หรือ วิทยาลัยชุมชน (Junior Colleges and Community Colleges)การศึกษาในระดับนี้มี 2 ลักษณะ คือ แบบ Transfer Track และแบบ Terminal/Vocational Track

- Transfer Track เป็นหลักสูตรที่เป็นวิชาพื้นฐาน 2 ปีแรกของการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยจะต้องลงเรียน รายวิชาบังคับ (General Education Requirements) จากนั้นนักศึกษาสามารถ โอนหน่วยกิต (Transfer)  ไปยังมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐหรือเอกชนเพื่อศึกษาต่อในระดับชั้นปีที่ 3 โดยที่เกรดเฉลี่ยที่นักศึกษาทำได้ในระหว่าง 2 ปีนี้ จะเป็นตัว กำหนดว่านักศึกษาจะได้รับการตอบรับ เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ที่ต้องการหรือไม่

- Terminal / Vocational Track เป็นหลักสูตรอนุปริญญาสายวิชาชีพ หลังจากที่เรียนจบในระยะเวลา 2 ปี

            แล้วนักศึกษาจะได้รับ วุฒิอนุปริญญา (Associate Degree) ทางสาขาวิชาที่เลือก

 

       2. วิทยาลัย (Colleges) เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาที่เปิดสอนในสาขาวิชาต่าง ในหลักสูตรปริญญาตรี

(4 ปี) และปริญญาโท ซึ่งหลังจากที่เรียนจบหลักสูตรแล้ว วุฒิบัตรที่ได้รับจะมีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่าปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยทุกประการ ไม่ว่าสถาบันนั้นจะเป็นของรัฐหรือเอกชนก็ตาม

 

3. มหาวิทยาลัย (University) เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไป มหาวิทยาลัยส่ว

ใหญ่ จะเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโท และเอกใน สาขาต่าง

 

        4. สถาบันเทคโนโลยี (Institute of Technology) โดยส่วนใหญ่ มักจะมุ่งเน้น ที่การเรียนการสอนในสาขา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นหลัก ซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี จนถึง ระดับปริญญาโท และเอก

                                                    ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý

          *** ระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษ ***

ระบบการศึกษาในเครือจักภพอังกฤษ แบ่งออกเป็น  4 ระดับ คือ  ระดับประถมศึกษา  มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา   และอุดมศึกษา

1.  ประถมศึกษา ( อายุ 5 - 11 ปี )

เด็กจะเข้าสู่ระบบการศึกษาภาคบังคับของอังกฤษโดยเริ่มจากระดับประถมศึกษาเมื่ออายุ 5 ขวบ นักเรียนโรงเรียนประถมศึกษาจะได้เลื่อนชั้นจากปีที่ 1ถึงปีที่หกโดยไม่ต้องสอบ แต่จะมีการทดสอบความสามารถของเด็กเมื่ออายุเจ็ดขวบ ซึ่งเน้นการเรียนรู้โดยการสำรวจมากกว่าการจำ   ระยะเวลา 6 ปี     ปีที่ 1 และปีที่ 2 เรียกว่า "infants"

ปีที่ 3 ถึงปีที่ 6 เรียนกว่า 'juniors"

2.  การศึกษาระดับมัธยมศึกษา ( อายุ 11 - 16 ปี )

            ระยะเวลาการเรียน 5 ปี แต่ละชั้นปีเรียกว่า 'forms" เมื่ออยู่ 4th form นักเรียนจะเริ่มเตรียมตัวสอบ "GCSE" ( ใน 9 หรือ 10 วิชา ) สอบ GCSE เมื่อจบ 5th form   ระบบการศึกษาในสหราชอาณาจักรในทุกระดับชั้นจะเน้นการร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนของนักศึกษา และการเรียนรู้ด้วยตนเอง วิธีการนี้เป็นประโยชน์มาก และนักเรียนที่จบจากโรงเรียนแล้ว ส่วนมากจะเรียนต่อเพื่อให้ได้ปริญญา นักเรียนที่มาเรียนอยู่ในสหราชอาณาจักรจนถึงอายุ 18 ปี จะมีโอกาสที่ดียิ่งในการเรียนต่อหลักสูตรวิชาชีพและหลักสูตรปริญญาทั้งในสหราชอาณาจักรหรือที่อื่นๆ

 

3.  ระดับอาชีวศึกษา

เป็นการศึกษาที่จัดขึ้นสำหรับนักเรียนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปที่ไม่ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา แต่ต้องการเพียงคุณวุฒิวิชาชีพต่าง ในการทำงานสายอาชีพ สถาบันการศึกษาด้านอาชีวศึกษานี้ มีทั้งของรัฐบาลและของเอกชน

 

4.  ระดับอุดมศึกษา  ( Higher Education )

ได้แก่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และ College of Higher Education ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรมีประมาณ 96 แห่ง เป็นของรัฐบาลเกือบทั้งหมด ยกเว้น University of Buckingham ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเพียงแห่งเดียว ( Polytechnic ในสหราชอาณาจักร ขณะนี้ได้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยทั้งหมดแล้ว ) สำหรับ College of Higher Education มีประมาณ 243 แห่ง

 กุญแจความสำเร็จสำคัญข้อหนึ่งที่ผมอยากแบ่งปัน   หมั่นคิดจากมุมมองของคนอื่น

                    (การที่เราสามารถเอาใจเขามาใส่ใจเราได้)

 
   

                                         ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý

                   *** ระบบการศึกษาของประเทศออสเตรเลีย ***

การจัดการศึกษาเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐแต่ละรัฐ ดังนั้นระบบการศึกษา ในแต่ละรัฐจึงอาจมีมาตรฐานและกฎเกณฑ์แตกต่างกันไปบ้าง โดยทั่วไปจะแบ่งการศึกษา ออกเป็น 4 ระดับ คือ อนุบาลศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา การศึกษา ภาคบังคับเริ่มตั้งแต่ประถมปีที่ 1 ถึงปีที่ 10 (Year 1 – 10) หรือระหว่างอายุ

6 – 15 ปี แต่นักเรียนส่วนใหญ่จะเรียนต่อ Year 11, 12 เพื่อเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัย เทคนิค และการศึกษาต่อเนื่อง (Technical and Further Education) ซึ่งเรียกโดยย่อว่า TAFE ผลการเรียนในระดับ Year 11, 12 นี้มีความสำคัญมากต่อการเลือกอันดับ มหาวิทยาลัยและสาขาวิชา เนื่องจากไม่มีระบบการสอบเข้าที่เรียกว่า

Entrance Examination

 ·        ระดับอนุบาล (Pre-School) เริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 3 ขวบ ถึง 5 ขวบ เป็นการศึกษา ไม่บังคับ เน้นการ

เตรียมเด็กให้มีพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญาและสังคม     

   

 ·        ระดับประถมศึกษา (Primary School) มีระยะเวลาศึกษา 6 ปี จาก Year 1 ถึง Year6 วิชาที่สอนใน

ระดับนี้ได้แก่คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ ดนตรี และสุขศึกษา โดยมีวิชาศีลธรรม และศาสนาเป็นวิชาเลือก

 ·        ระดับมัธยมศึกษา (Secondary School) มีระยะเวลาศึกษา 6 ปี แบ่งเป็น

1.       มัธยมต้น (Junior Secondary) จาก Year 7 ถึง Year 10 เมื่อนักเรียน จบการศึกษาในระดับนี้แล้วก็

สามารถออกไปสู่ตลาดแรงงาน ทำงานหรือฝึกงาน ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือกิจการในภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ หรืออาจศึกษา ต่อหลักสูตรระยะสั้นใน TAFE ได้

 

2.       มัธยมปลาย (Senior Secondary) คือ Year 11 และ 12 เป็นการศึกษา เพื่อ เตรียมเข้าศึกษาในระดับ

อุดมศึกษา วิชาในระดับมัธยมปลายประกอบด้วย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วรรณคดีอังกฤษ เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ กฎหมาย คอมพิวเตอร์ การสื่อสาร เป็นต้น โดยทั่วไปนักเรียน จะเลือกเรียนสี่หรือห้าวิชาหลัก ซึ่งเป็นวิชาที่สัมพันธ์กับสาขาวิชา ในระดับ อุดมศึกษา และเลือกอีกหนึ่งหรือสองวิชาเป็นวิชาเลือก นักเรียนเมื่อจบการศึกษา ระดับนี้แล้ว จะได้รับประกาศนียบัตรมัธยมศึกษา (High School Certificate)

 

·        ระดับอุดมศึกษา (Tertiary Education) เป็นการศึกษาวิชาเพื่อประกอบอาชีพในสาขา ต่างๆ โดยมีระยะ

เวลาศึกษา 2 ปีขึ้นไปตามลำดับ จนถึงการศึกษาขั้นปริญญาเอก ในมหาวิทยาลัย ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับนี้จะได้รับวุฒิต่างๆ ดังนี้

-   อนุปริญญา (Associate Diploma) มีหลักสูตร 2 ปี ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาที่มี ผลการเรียนดีอาจสมัครเข้าศึกษาในชั้นปีที่ 2 ของปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยได้

-   ปริญญาตรี (Bachelor’s Degree) หลักสูตรปริญญาตรีทางมนุษยศาสตร์ โดยทั่วไป จะมีระยะเวลา 3 ปีปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ จะมีระยะเวลาศึกษา 4 ปี หลักสูตร ทันตแพทย์ หรือสัตวแพทย์ จะมีระยะเวลาศึกษา 5 ปี และถ้า เป็นหลักสูตร แพทยศาสตร์จะใช้เวลาศึกษา 6 ปี

-   ประกาศนียบัตรชั้นสูง (Post Graduate Diplomas or Graduate Diplomas) มี ระยะเวลาศึกษา 1 ปีหลังปริญญาตรี ส่วนมากจะเป็นหลักสูตรเพื่อเตรียม ผู้เข้าศึกษา ที่มีพื้นฐานในระดับปริญญาตรี ที่ต่างสาขาก่อนเข้าศึกษา ในหลักสูตรปริญญา โท ตามปกติ

-   ปริญญาโท (Master’s Degree) มีระยะเวลาศึกษา 1 – 2 ปี แล้วแต่สาขา และสถาบัน การศึกษาที่จัดโครงการศึกษาระดับปริญญาโทของออสเตรเลีย มี 2 แบบ คือ

                        1)  Master Degree By Coursework กำหนดรายวิชาให้ศึกษาในชั้นเรียก แล้วมีการ สอบไล่

    และวิทยานิพนธ์

                        2) Master Degree By Research ไม่มีชั้นเรียนมีแต่การวิจัย, การเสนอผล การวิจัย และการสอบ

    Comprehensive Exam.

 

·        ปริญญาเอก (Doctoral Degree) มีระยะเวลาศึกษาประมาณ 3 ปีขึ้นไป แล้วแต่ความสามารถ ของ

นักเรียนแต่ละคน ทั้งนี้ เพราะการศึกษาขั้นปริญญาเอกของออสเตรเลียเป็นโครงการวิจัย (By Research) เพียงประการเดียว

 

                                                                            ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý

6.  ให้นักศึกษากล่าวถึงภูมิปัญญาไทย (ภูมิปัญญาท้องถิ่น) มีความหมายว่าอย่างไร       

      และโรงเรียนนำภูมิปัญญาเข้าประกอบการเรียนการสอนเรื่องอะไร   ยกตัวอย่างประกอบ

ý แนวคำตอบ ý    

  8 ความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่น

ภูมิปัญญา (wisdom) หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถ ความเชื่อ ความสามารถทางพฤติกรรม และความสามารถในการแก้ไขปัญหาที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งมนุษย์ในสังคมหนึ่งคิดค้นขึ้น  ภูมิปัญญาเป็นส่วนที่มนุษย์ได้มาโดยผ่านกระบวนการสั่งสม สืบทอด ปรับปรุง และประยุกต์ใช้ต่อเนื่องกันมาเป็นระบบคุณค่าที่สะท้อนออกมาให้เห็นในชีวิตประจำวันของบุคคลด้วยลักษณะต่าง ๆ และมีลักษณะเป็นองค์รวม (Holistic) ที่ให้ความสำคัญกับดุลยภาพและเอกภาพขององค์ประกอบต่าง ๆ ภูมิปัญญาจึงมีความเชื่อมโยงกับระบบต่าง ๆ ในสังคมทั่วระบบทั้งในอดีตและปัจจุบัน มีความหลากหลาย ไม่หยุดนิ่ง (Dynamics) แตกต่างกันไปในแต่ละด้าน

             8 ตัวอย่างภูมิปัญญา คือ….. 
         ตอนเรียนในโรงเรียนครูก็สอนภูมิปัญญาในด้านต่างๆ มากมาย   แล้วแต่วิชาที่เราเรียนในวิชานั้นๆ 

อย่างเช่น.........(น้องๆ ก็ ลองอธิบายตามความคิดเห็นของเราเพิ่มเติมนะ...เลือกยกตัวอย่าง เพียง1 ตัวอย่าง)

        ** ด้านภาษา และวรรณธรรม ได้แก่ สุภาษิต คำพังเพย เพลงพื้นบ้าน ปริศนาคำทายต่างๆ
           ประโยชน์ที่ได้  ทำให้เราได้รู้ที่มาว่าเป็นอย่างไร  อย่างในด้านภาษาครูก็สอนว่าผู้ที่ประดิษฐอักษรให้พวกเราได้มีใช้กันจนถึงทุกวันนี้   ก็เพราะภูมิปัญญาของพ่อขุนรามคำแหง  เป็นต้น

 

         ** ด้านประเพณี ได้แก่ กิจกรรมที่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว  ชุมชน โดยการแสดงออกทางประเพณีพื้นบ้าน  การละเล่นพื้นบ้านในท้องถิ่นต่างๆ เช่น การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
การทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา ประเพณีวันลอยกระทง วันเข้าพรรษา วันสงกรานต์ การละเล่นพื้นบ้าน
เช่น การระบำรำฟ้อนประเภทต่างๆ  เซิ้ง  กลองยาว เพลงอีแซว หมอลำ มโนราห์

         ประโยชน์ที่ได้  ทำให้เราได้รู้ถึงภูมิปัญญาในประเพณีต่างๆ  ตั้งแต่สมัยปู่  ย่า ตา ยาย  สืบทอดต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน  ว่าวิถีชีวิตเป็นอย่างไรในอดีตที่ผ่านมา
         

      ** ด้านศิลปวัตถุและศิลปกรรม ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังตามวัดต่างๆ  การทำเครื่องปั้นดินเผาไป

แกะสลักหนังตะลุง เป็นต้น

          ประโยชน์ที่ได้  ทำให้เราได้รู้ว่าความเป็นมาของคนสมัยก่อนๆ เป็นอย่างไร   ภูมิปัญญาในการทำ
 
ศิลปกรรมโดยความคิดของคนสมัยก่อนที่ไม่มีเทคโนโลยีเข้าช่วย


      ** ด้านการแต่งกาย ได้แก่ การทอผ้าไหม ทอผ้าฝ้าย ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นจะมีลักษณะและความสวยงาม
ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละท้องถิ่น

         ประโยชน์ที่ได้  ทำให้เราได้รู้ถึงวิถีชีวิตของคนในแต่ละยุค
 
      ** ด้านอาหาร ได้แก่ การจัดประดับตกแต่งอาหารให้มีความสวยงาม ด้วยการแกะสลักด้วยความประณีต
การจัดเลี้ยงอาหารแบบขันโตกของทางเหนือ  ด้านอาหารที่ขึ้นชื่อของไทย คือ  ต้มยำกุ้ง  ผัดไทย  แกงเลียง
ข้าวยำปักษ์ใต้  ข้าวซอย  ส้มตำ  เป็นต้น

       ประโยชน์ที่ได้  ทำให้เราได้รู้คุณค่าของอาหารที่นำผักหลายๆ ชนิดมาผสมรวมกันได้รสชาติที่อร่อย  และบางอย่างเป็นสมุนไพรได้อีกด้วย

      ** ด้านเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหากิน ได้แก่ การทำระหัดน้ำ การประดิษฐ์กระเดื่องสำหรับตำข้าว
การทำเครื่องมือจับสัตว์ เช่น แห อวน ยอ เป็นต้น
         ประโยชน์ที่ได้  ทำให้เรามีอุปกรณ์ในการจับสัตว์น้ำต่างๆ  เพราะภูมิปัญญาที่คิดค้นของคนในอดีต

      ** ด้านที่อยู่อาศัย ได้แก่ การคิดรูปแบบและวัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านที่สัมพันธ์กับลักษณะภูมิประเทศ
และลักษณะภูมิอากาศ เช่น รูปแบบบ้านทรงไทยโบราณ ซึ่งมีใต้ถุนสูง และหลังคามีหน้าจั่วสูง
ซึ่งเหมาะกับภูมิอากาศในประเทศไทย เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก

         ประโยชน์ที่ได้  ทำให้เราได้มีที่อยู่อาศัยที่แข็งแรง  แล้วแต่ภูมิปัญญาในแต่ละยุค

      ** ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ได้แก่ การคิดค้นนำส่วนต่างๆ ของพืชสมุนไพร นอกจากมาเป็นอาหารแล้ว ยังนำมาใชสกัดเป็นยารักษาโรค เช่น ขิง กระชายดำ พริกไทย เป็นต้น  นอกจากนี้พืชสมุนไพรยังนำมาใช้เป็นยาฆ่าแมลง เช่น เปลือก ใบและผลสะเดา ตะไคร้หอม นอกจากนี้การแพทย์แผนไทยแต่ดั้งเดิมมามีการนวดจุดเพื่อรักษาโรคต่างๆ หรือแม้แต่ท่าฤาษีดัดตน เพื่อรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เป็นต้น  

         ประโยชน์ที่ได้  ทำให้เราได้รู้ถึงภูมิปัญญาต่างๆ  ที่คนในยุดก่อนๆ ได้คิดและได้รักษาโรคต่างๆ ได้จนถึงในปัจจุบัน 

            8 สรุปโดยรวมประโยชน์ของภูมิปัญญาไทย

ประโยชน์และความสำคัญของภูมิปัญญา ที่บรรพบุรุษไทยได้สร้างสรรค์และสืบทอดมาอย่างต่อเนื่องจาก

อดีตสู่ปัจจุบัน ทำให้คนในชาติเกิดความรักและความภาคภูมิใจ ที่จะร่วมแรงร่วมใจสืบสานต่อไปในอนาคต เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุสถาปัตยกรรม ประเพณีไทย การมีน้ำใจ ศักยภาพในการประสานผลประโยชน์ เป็นต้น ภูมิปัญญาไทยจึงมีคุณค่าและความสำคัญดังนี้

1.       ภูมิปัญญาไทยช่วยสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่น

2.       สร้างความภาคภูมิใจ และศักดิ์ศรีเกียรติภูมิแก่คนไทย

3. สามารถปรับประยุกต์หลักธรรมคำสอนทางศาสนาใช้กับวิถีชีวิตได้อย่างเหมาะสม

4. สร้างความสมดุลระหว่างคนในสังคมและธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

5. เปลี่ยนแปลงปรับปรุงได้ตามยุคสมัย    แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไป ความรู้สมัยใหม่จะหลั่งไหลเข้ามา

   มากแต่ภูมิปัญญาไทยก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคสมัย

อย่าลืม  นี้เป็นเพียงแนวคำตอบเท่านั้นนะ...เพราะตอบโดยรวมและยกมาให้เลือกในหลาย

ตัวอย่างด้วยกัน   ฉะนั้นน้องที่สอบต้องไปฝึกเขียน  ทำธงคำตอบของน้องเองอีกครั้งนะ

 

                                                                                  YYYYYYYYYYYYYYYYYYYYY

   สรุปคำถาม-ตามคำบรรยาย 2/55  ให้น้องๆ  เน้น อ่านซ้ำหลายๆ รอบในข้อต่อไปนี้ :-

 

     ดูชีท EF303 ชุดปรับปรุง 2/55 นะคร๊า...บ ที่มีทั้งหมด 90 หน้า    เล่มละ 53 .-

              2/55 ข้อสอบปรนัย  100 ข้อ

          ดูบทที่ 1-7  ในหน้า 1-41  แล้วมาเน้นในส่วนข้อสอบทั้ง 2 ชุด...ให้จำ

           และในส่วนข้อมูลเพิ่มเติมทั้ง...34 ข้อ จำให้ได้

               

EF303   คำถามพร้อมแนวคำตอบเพิ่มเติม....เตรียมสอบ 2/54
 
การศึกษานอกระบบ
 
1. การพัฒนาคนให้สมบูรณ์ต้องมีกระบวนการจัดการศึกษาข้อใด
            ตั้งแต่เด็กเริ่มปฏิสัมพันธ์จนถึงแก่ความตาย
 
2. การจัดการศึกษาในห้องเรียน นอกห้องเรียนและศึกษาจากแหล่งความรู้ทั่วไปเพื่ออะไร
            สร้างคนให้ดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
 
3. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้มีการศึกษา 3 รูปแบบได้แก่อะไร
            การศึกษาในระบบ นอกระบบตามอัธยาศัย
 
4. การศึกษานอกโรงเรียนเริ่มต้นจากพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการในปี พ..2483 ให้สำนักงาน
   ปลัดกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาปัจจุบัน) มีอะไรเกิดขึ้น
            กองการศึกษาผู้ใหญ่
 
5. ในปี พ.ศ. 2546 ได้เกิดปฏิรูปราชการไทย ส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง กรมการ
    ศึกษานอกโรงเรียนมีการยุบและให้มีฐานะเป็นอะไร
            สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน
 
6. การศึกษานอกโรงเรียนได้ปรับเปลี่ยนชื่อเป็นอะไร
            สำนักงานพัฒนาและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย
 
7. การจัดการกิจกรรมเพื่อมุ่งให้รู้จักแก้ปัญหาฝึกอาชีพหรือพัฒนาความรู้เฉพาะอย่างตามความต้องการและ
    ความสนใจของพลเมือง คือ อะไร
            ความหมายของการศึกษานอกระบบ
 
8. คำเรียกใดที่เดวิคและเดนส์ไม่ได้ให้คำจำกัดความของการศึกษานอกโรงเรียน
            การศึกษาต่อเนื่อง
 
9. กลุ่มเป้าหมายหลักที่การศึกษานอกระบบจะให้บริการและให้ความสำคัญมากได้แก่กลุ่ม
            กลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา
 
10. การศึกษาตามอัธยาศัยมีลักษณะที่สำคัญหลายประการข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
            ไม่มีการสอน
 
 
การศึกษาพิเศษ
11. คำจำกัดความคนพิการตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 คืออะไร
            บุคคลที่มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
 
12.  ทิศทางการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการควรมุ่งเน้นการให้บริการช่วยเหลืออย่างไร
             ระยะแรกเริ่มตั้งแต่แรกพบความพิการ
 
13.  ทิศทางการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้คนพิการในเรื่องใด
             ได้เรียนร่วมกับเด็กปกติอย่างมีความสุขในชุมชน
 
14.  พ่อแม่เด็กพิการต้องตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทในการช่วยเหลือเด็กประการแรกคืออะไร
             ต้องยอมรับและเข้าใจถึงสภาพความต้องการของเด็ก
 
15.  แผนพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษ สำหรับคนพิการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2550 – 2554) ได้กำหนดเนื้อหา
       สาระของแผนพัฒนาว่าอย่างไร
             การจัดการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการในทุกระดับการศึกษา
 
16.  ปัจจุบันเด็กพิเศษประเภทใดที่เรียนร่มกับเด็กปกติมากที่สุด
             เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
 
17.  การพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการ (พ.ศ. 2550 – 2554)วิสัยทัศน์ คือ
            คนพิการได้รับการศึกษาทุกระบบทุกระดับการศึกษาอย่างทั่วถึง
 
18. แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล หมายความว่าอย่างไร
            แผนซึ่งกำหนดแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษ
             ของคนพิการ
 
19. การจัดให้คนพิการได้เข้าศึกษาในระบบการศึกษาทั่วไปทุกระดับและหลากหลายรูปแบบเรียกว่าอะไร
                          การเรียนร่วม
 
20. สถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษานอกระบบหรือตามอัธยาศัยแก่คนพิการตั้งแต่แรกเกิดหรือแรกพบความ
       พิการจนตลอดชีวิตเรียกว่าอะไร
            ศูนย์การศึกษาพิเศษ
 
21. พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 หมวด 1 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา
      มาตรา 6 กล่าวว่าอย่างไร
            ให้ครูการศึกษาพิเศษในทุกสังกัดมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด
 
22. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษได้กำหนดแนวทางการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษา
      ของคนพิการข้อความ ต่อไปนี้ข้อใดถูกต้อง
                         กระบวนการให้บริการช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องอายุ ตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ปี มุ่งให้
                การศึกษากับพ่อแม่และครอบครัว
 
23. การจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล IEP มีขั้นตอนในการจัดทำข้อใดเป็นข้อแรก
            รวบรวมข้อมูลทั่วไปของเด็กพิการ
 
 
บทที่ ภูมิปัญญาท้องถิ่น
24. ปัจจุบันเด็กและเยาวชนเริ่มเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตโน้มไปสู่แนวทางข้อใด
            บริโภคนิยม
 
25.  เยาวชนที่ได้รับการศึกษามักจะละทิ้งท้องถิ่นที่เป็นภูมิลำเนาของตนเองทั้งนี้เพื่ออะไร
            เพื่อแสวงหาอาชีพในเมือง
 
26.  จากกระแสการพัฒนาประเทศที่นำวิทยากรและเทคโนโลยีสมันใหม่จากต่างประเทศมาใช้โดยไม่ตระหนัก
      ในคุณค่าของคามเป็นไทยก่อให้เกิดปัญหาด้านใด
            ด้านการเมือง
 
27. การที่จะให้ประเทศไทยอยู่รอดจากกระแสโลกาภิวัฒน์อีกทางเลือกหนึ่งคืออะไร
            ภูมิปัญญาท้องถิ่น
 
28. เศรษฐกิจแบบพอเพียงทำให้ชีวิตการเป็นอยู่ของคนไทยเกิดความผาสุกและเป็นผลพลอยได้ในเรื่องใดที่จะ
     ทำให้เกิดสันติสุขของคนในประเทศ
            การเมืองและสังคม
 
29. ข้อความต่อไปนี้ข้อความข้อใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่น
            ภูมิปัญญาท้องถิ่นจัดเป็นพื้นฐานองค์ความรู้ในอดีต
 
30.  กรมวิชาการได้แบ่งลักษณะภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ 4 ประเภท ข้อต่อไปนี้ ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับประเภทความรู้
       ความคิดในการสร้างสรรค์แบบแผนการดำเนินชีวิตที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา
            การนวดข้าว
 
31. รุ้ง แก้วดง ได้จำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นออกเป็น 11 ประเภท ตามสาขาข้อต่อไปนี้ ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับ
      สาขาศาสนาและประเพณี
            การปริวรรตหนังสือโบราณ
 
32. ลักษณะสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ไม่ใช่เป็นลักษณะนามธรรมคือข้อใด
           ♦  การกระทำทั้งหลาย
 
33. กรมวิชาการได้กล่าวถึง การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้พัฒนาคุณภาพผู้เรียนและการปรับเปลี่ยนบทบาท
      ของครูผู้สอน ข้อต่อไปนี้ข้อใดไม่เกี่ยวกับข้อความข้างต้น
            ครูควรจัดให้มีกระบวนการจัดการเรียนการสอนเฉพาะด้าน
 
34. ข้อต่อไปนี้ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าสู่กระบวนการศึกษาของ ประเวศ วะสี
            ให้มีการสร้างตำราเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นในโรงเรียน
 
 
 
 
ขอให้ทุกคน...ทำข้อสอบได้ G ทุกคน....
อ่าน....ทำความเข้าใจซ้ำ...หลายๆ รอบ....เพื่อความแม่นยำ
 
 
 

 




ข้อมูลเพิ่มเติมl สอบซ่อม 1/55

เฉลยข้อสอบ 2 ภาคล่าสุด(ซ่อม2,S/54 และ 1/55) พี่นรินทร์ BA:MK วันที่ 09/01/2013   12:59:23 article
ฟรีสรุป-ประเด็นสำคัญ...เตรียมสอบ POL4316 มีวางจำหน่ายแล้ว... วันที่ 09/01/2013   12:29:01 article
POL4315 สรุปพร้อมแนวข้อสอบ 2/55 วันที่ 09/01/2013   12:27:56
สรุป-เจาะแนวข้อสอบ วันที่ 14/03/2012   21:05:06 article
ข้อที่เน้นเพิ่มเติมปิดคอร์ส บทที่1-7 วันที่ 11/03/2012   11:03:37 article
ข่าวเพิ่มเติม..ออกสอบ15-20 ข้อ วันที่ 11/03/2012   10:44:25 article
ตารางติวสุลต่าน-ติวปึ๊ก 2/54-ซ่อม1/54 วันที่ 10/10/2011   09:48:39 article



ทุกคนมีความรู้เท่ากัน เพียงแต่อยู่ที่ว่าผู้สอบคนใดอ่านและดู เนื้อหาที่จะสอบได้มากกว่ากัน ขออภัยอยู่ระหว่างกำลังปรับปรุงเว็ปไซต์...ขอบคุณ....
รามคำแหง 43/1 หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240