เฉลยข้อสอบ 2 ภาคล่าสุด(ซ่อม2,S/54 และ 1/55) พี่นรินทร์ BA:MK  วันที่ 11/03/2012 11:52:32
เฉลยข้อสอบ BA 307 ซ่อม 2 และ S/54
ข้อ 1. ตัวแบบธุรกิจ (Business Model) คืออะไร และมีส่วนประกอบใดบ้าง รวมทั้งยกตัวอย่างตัวแบบทางธุรกิจมา 1 ตัวอย่าง
ตอบ ตัวแบบทางธุรกิจ (Business Model) คือ รูปแบบของการดำเนินธุรกิจหรือเครื่องมือทางความคิดในการประกอบธุรกิจหรือเครื่องมือในการทำงานด้านกลยุทธ์ ในการกำหนดหลักการและตรรกะในการดำเนินธุรกิจขององค์กร เพื่อเพิ่มมูลค่าการตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งผลกำไรและความมั่นคงในระยะยาว
องค์ประกอบของธุรกิจ มีดังนี้
1. Value Proposition คือ สินค้าและบริการที่สามารถสร้างอรรถประโยชน์และสามารถตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าได้
2. Market Segments คือ การแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีความเหมาะสมกับธุรกิจที่ธุรกิจสามารถเข้าถึงได้ โดยแบ่งตามตัวแปรที่เกี่ยวข้อง เช่น ประชากร ภูมิศาสตร์ พฤติกรรม จิตวิทยา
3. Distribution Channels คือ ช่องทางการจัดจำหน่ายหรือวิธีการที่ธุรกิจเข้าสู่ตลาด รวมถึงกลยุทธ์การดำเนินงานทางการตลาดด้วย
4. Customer Relationship คือ การเชื่อมโยงหรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างธุรกิจกับลูกค้าที่ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความภักดีต่อองค์กร
5. Value Configurations คือ การจัดการทรัพยากรทางธุรกิจ เช่น ที่ดิน แรงงาน เครื่องจักร เงินทุน ให้มีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับแก่ลูกค้า
6. Core Capabilities คือ ความสามารถหลักและปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจขององค์กร
7. Partner Network คือ เครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจกับธุรกิจอื่นๆ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ
8. Commercialize Network คือ เครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจกับธุรกิจอื่นๆ ทางพาณิชย์ เช่น ผู้จัดหาวัตถุดิบ ตัวแทนจำหน่าย และอื่นๆ
9. Cost structure คือ โครงสร้างต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจ
10. Revenue Structure คือ โครงสร้างรายได้ของธุรกิจจากการดำเนินงาน ที่ทำให้ธุรกิจมีความเจริญเติบโตมากขึ้น
ตัวอย่าง เช่น ตัวแบบทางธุรกิจของบริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ สามารถเข้าดูใน Website ใน Internet ได้ฟรี เข้าไปที่ Google: ตัวแบบธุรกิจของบริษัท .....
ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý
ข้อ 2. หากพิจารณางบการเงินที่นำเสนอผู้บริหาร ในฐานะผู้ประกอบการ สัญญาณเตือนภัยถึงผลประกอบการที่มีปัญหา จะดูได้จากอะไรบ้าง
ตอบ สัญญาณเตือนภัยถึงผลประกอบการที่มีปัญหา จะดูได้จากงบการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุน งบดุล งบการเงิน งบกระแสเงินสด และอัตราส่วนทางการเงินในการวิเคราะห์สภาพคล่องทางการเงินต่างๆ ดังนี้
การวิเคราะห์งบการเงินและอัตราส่วนทางการเงิน การวิเคราะห์งบการเงินนั้นต้องเปรียบเทียบกับ Industry average คือ การเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมทั้งต้องเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของบริษัทเองในรอบระยะเวลาที่ต่างกันด้วย เช่น ปีที่แล้วกับปีปัจจุบัน ดังนี้
1. LIQUIDITY RATIO : อัตราส่วนวัดสภาพคล่อง
1.1 Current ratio = Current Assets
Current liabilities
เป็น ratio ที่บ่งบอกให้รู้ถึงความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นของบริษัท เช่น Current ratio เท่ากับ 2
หมายความว่า ทุก ๆ 1 บาทของหนี้ระยะสั้น จะมีสินทรัพย์หมุนเวียน Cover ไว้อยู่ 2 บาท
สรุป Current ratio นั้นถ้ามีค่ามากจะดีกว่ามีค่าน้อย
1.2 Acid Test (Quick) Ratio = Current Assets – Inventories
Current Liabilities
ความหมายเหมือนกับ Current ratio เพียงแต่ว่าให้หัก Inventories ออกจากส่วนของ Current Assets Inventories Asset เนื่องจาก Inventories เป็น Asset ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยากที่สุด
สรุป Quick ratio นั้นถ้ามีค่ามากจะดีกว่าค่าน้อย
2. ASSET MANAGEMENT RATIO : อัตราส่วนวัดความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ ทำให้ทราบว่าสินทรัพย์ต่าง ๆมีมากหรือน้อยเกินไปหรือไม่
2.1 Inventory Turnover = Sales
Inventories
จะบอกให้ทราบว่า บริษัทมี Inventories มากเกินความจำเป็นหรือไม่ เช่น Inventory Turnover เท่ากับ 4 แสดงว่า ยอดขายนั้นเป็น 4 เท่าของ Inventories ที่มีอยู่
สรุป Inventory Turnover นั้นถ้าค่ายิ่งมากยิ่งดีกว่าค่าน้อย Sales นั้นดูได้จากงบกำไร-ขาดทุนและ Inventories ดูได้จากงบดุล
2.2 Day Sales outstanding = Receivables
(DSO) Average Sales per day
จะบอกให้ทราบว่า บริษัทมีระยะเวลาเก็บหนี้จากลูกหนี้เฉลี่ยเป็นระยะเวลากี่วัน โดยเริ่มจากขายจนถึงวันที่เก็บหนี้ได้ คำตอบที่ได้จะมีหน่วยเป็นวัน เช่น 36 วัน
สรุป DSO นั้นถ้ามีค่าน้อยจะดีกว่าค่ามาก Receivables หรือลูกหนี้ดูได้จากงบดุล และ Average Sales per day นั้นมีค่าเท่ากับ Sales/360 ซึ่ง Sales ดูได้จากงบกำไร-ขาดทุน
2.3 Fixed Asset Turnover = Sales
Net fixed assets
Ratio นี้จะบ่งบอกให้ทราบถึงประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์ถาวร เช่น Fixed Asset Turnover เท่ากับ 3 หมายความว่า ทุก ๆ เงิน 1 บาท ที่ลงทุนในสินทรัพย์ถาวรนั้นจะก่อให้เกิดยอดขายเท่ากับ 3 บาท
สรุป Fixed Asset Turnover นั้นค่ายิ่งมากยิ่งดี Sales นั้นดูได้จากงบกำไร-ขาดทุน และ Net fixed assets ดูได้จากงบดุล
2.4 Total Asset Turnover = Sales
Total Assets
Ratio นี้จะบ่งบอกให้ทราบถึงประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์ทั้งหมด เช่น Total Asset Turnover เท่ากับ 4 หมายความว่า ทุก ๆ เงิน 1 บาท ที่ลงทุนในสินทรัพย์นั้นจะก่อให้เกิดยอดขายเท่ากับ 4 บาท
สรุป Total Asset Turnover นั้นค่ายิ่งมากยิ่งดี Sales นั้นดูได้จากงบกำไร-ขาดทุน และ Total fixed assets ดูได้จากงบดุล
3. DEBT MANAGEMENT RATIOS : อัตราส่วนวัดความสามารถในการบริหารหนี้สิน
3.1 Debt ratio = Total Debt
Total Assets
Ratio นี้จะบ่งบอกให้ทราบว่าทุก ๆ 1 บาทที่ลงทุนในสินทรัพย์ทั้งหมดนั้น จะมีหนี้สินอยู่เท่าใด
เช่น Debt ratio เท่ากับ 0.4 หมายถึง สินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทนั้น ได้จัดหามาจากการกู้ยืม 40%
สรุป Debt ratio นั้นไม่สามารถสรุปได้ว่ามากหรือน้อยดี ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับโครงสร้างเงินทุนของแต่ละกิจการ แต่ Debt ratio นั้นไม่ควรสูงเกินไป เนื่องจากจะทำให้ความสามรถในการกู้ยืมหมดไป ในกรณีที่บริษัทต้องการจัดหาเงินทุนจากการกู้ยืมเพิ่มขึ้น Total Debts และ Total Assets ดูได้จากงบดุล
3.2 Time interest eared (TIE) ratio = EBIT
Interest charges
Ratio นี้บ่งบอกให้ทราบว่า กิจการนั้นสามารถทำกำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนหักภาษีและดอกเบี้ยจ่าย) เป็นกี่เท่าของดอกเบี้ยจ่าย
สรุป TIE นี้ค่ามากจะดีกว่าค่าน้อย แสดงว่าบริษัทมีความสามารถในการชำระหนี้สินสูงนั่นเอง
EBIT และ Interest charges ดูได้จากงบกำไร-ขาดทุน
3.3 Fixed charge coverage ratio = EBIT + Lease payment
Interest + Lease Payment + Sinking fund Payment (1-Tax rate)
Ratio นี้บ่งบอกให้ทราบว่า กิจการนั้นมีรายได้ก่อนหักภาษี ดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่าสำนักงาน เป็นต้น ว่าเป็นกี่เท่าของรายจ่ายที่ต้องจ่ายแน่นอน ซึ่งประกอบด้วย ดอกเบี้ยจ่าย ค่าเช่าต่าง ๆ และเงินทุนที่ต้องจ่ายแน่นอน
สรุป Fixed charge coverage ratio นี้ค่ามากจะดีกว่าค่าน้อย กล่าวคือ ถ้ามีค่ามากจะมีโอกาสในการจัดหาเงินทุนจากการกู้ยืมได้ง่ายกว่าค่าน้อย
4. PROFITABILITY RATIOS : อัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไรของกิจการ
4.1 Profit margin on sales = Net income available to common Stock
Sales
Ratio นี้จะบ่งบอกให้ทราบว่าทุก ๆ 1 บาทของยอดขายนั้นก่อให้เกิดกำไรสุทธิเท่าใด
สรุป Profit margin on sales นั้นค่ามากจะดีกว่าค่าน้อย
Net income available to common stock และSales ดูได้จากงบกำไร-ขาดทุน
4.2 Basic Earning Power (BEP) ratio = EBIT
Total Assets
Ratio นี้จะบ่งบอกให้ทราบว่าทุก ๆ 1 บาทที่ลงทุนในสินทรัพย์นั้น ก่อให้เกิดกำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนหักภาษีและดอกเบี้ยจ่าย ) เป็นเท่าใด
สรุป ค่า BEP นั้นค่ามากดีกว่าค่าน้อย EBIT ดูได้จากงบกำไร-ขาดทุนและ Total Assets ดูงบดุล
4.3 Return on total assets = Net income available to common Stock
Total Assets
Ratio นี้จะบ่งบอกให้ทราบว่าทุก ๆ 1 บาทที่ลงทุนในสินทรัพย์นั้น ก่อให้เกิดกำไรสุทธิเป็นเท่าใด
สรุป ค่า ROA นั้นค่ามากดีกว่าค่าน้อย Net income available to common Stock ดูได้จากงบกำไร-ขาดทุนและ Total Assets ดูได้จากงบดุล
4.4 Return on equity (ROE) = Net income available to common Stock
common equity
Ratio นี้จะบ่งบอกให้ทราบว่าทุก ๆ 1 บาทที่ เจ้าของลงทุนนั้น ก่อให้เกิดกำไรสุทธิเป็นเท่าใด
สรุป ค่า ROE นั้นค่ามากดีกว่าค่าน้อย Net income available to common Stock ดูได้จากงบกำไร-ขาดทุนและ common equity ดูได้จากงบดุล
5. MARKET VALUE RATIOS : อัตราส่วนทางการตลาด
5.1 Price / earning (P/E) ratio = Price per share
Earnings per share
Ratio นี้จะมีค่ามากสำหรับบริษัทที่มีแนวโน้มว่าจะมีการเจริญเติบโตสูง และค่ามีค่าน้อยสำหรับบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง
5.2 Market/book ratio (M/B) = Market price per share
Book value per share
Ratio นี้ถ้ามีค่ามากกว่า 1 นั้น แสดงว่า นักลงทุนยินยอมที่จะจ่ายเงินซื้อหุ้นสามัญในราคาที่สูงกว่า Book value ซึ่ง Book value per share หาได้จาก
5.3 Book value per share = Common equity
Share outstanding
สรุป ค่า BV. นั้นค่ามากดีกว่าค่าน้อย
ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý
ข้อ 3. จงวิเคระห์ SWOT ของร้านขนมปัง “ ปัง เว้ย เฮ้ย ” สาขาที่ท่านรู้จัก
ตอบ “ ปัง เว้ย เฮ้ย ” เป็นร้านขนมปังและเบเกอรี่ มีหลายสาขา สาขาแรกคือ สาขาร่มเกล้า
การวิเคราะห์ SWOT คือ การวิเคราะห์สถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ “ ปัง เว้ย เฮ้ย ” มีดังนี้
1. การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมภายใน (Internal Environment)คือ สิ่งแวดล้อมที่อยู่ใน “ ปัง เว้ย เฮ้ย” ที่สามารถควบคุมได้ ได้แก่
1.1 จุดแข็ง (Strength = S) คือ ข้อได้เปรียบ จุดเด่นหรือสิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งขันได้แก่
- สินค้ามีความสดและใหม่ตลอดเวลา ผลิตที่ร้านแต่ละสาขาตามปริมาณการซื้อ หอมกรุ่นตลอดเวลา
- สินค้ามีความอร่อย ปลอดภัย มีคุณภาพมาตรฐานสูง
- สินค้ามีให้เลือกหลากหลาย เพิ่มความสะดวกให้กับพ่อบ้านแม่บ้านทั้งชนิด ประเภท และปริมาณที่แตกต่างกัน
- ตราสินค้า แปลก สะดุดตา จดจำได้ง่าย
- ทำเลที่ตั้งอยู่ริมถนน ย่านชุมชน หาง่าย
- ผู้บริหารและพนักงานมีประสบการณ์มีความกระตือรือร้น มีใจรักในการให้บริการ
ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี
1.2 จุดอ่อน (Weakness = W) คือ ข้อด้อย ข้อเสียเปรียบที่ต่ำกว่าคู่แข่งขัน ได้แก่
- ราคาสูงกว่าคู่แข่งขันตามท้องตลาดทั่วไป โดยเฉพาะร้านริมทาง
- อายุการใช้งานสั้น ขนมบางประเภทเก็บได้ไม่นาน
- จำนวนสาขามีน้อย ยังไม่มีร้านสาขาในโมเดิรน์เทรดสมัยใหม่ และร้านสะดวกซื้อทั่วไป
2. สิ่งแวดล้อมภายนอก (External Environment) คือ สิ่งแวดล้อมภายนอกที่มีผลต่อการดำเนินงานของ “ ปัง เว้ย เฮ้ย ” ไม่สามารถควบคุมได้ ได้แก่
2.1 โอกาส (Opportunity = O) คือ สิ่งที่เอื้ออำนวยสนับสนุนจากภายนอก ได้แก่
- ตลาดมีขนาดใหญ่ จำนวนผู้บริโภคและกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ความต้องการเพิ่มขึ้น
- สังคมเมืองขยายตัวทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด
- พฤติกรรมผู้บริโภคและวิถีการดำเนินชีวิต เปลี่ยนเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ชอบเบเกอรี่
แทนอาหารเช้า รักความสะดวกสบาย เป็นครอบครัวเดี่ยว
- เทคโนโลยีทันสมัยนำมาใช้ในการผลิตได้มากขึ้น และช่วยในการเก็บรักษาสินค้าให้นานขึ้น เช่น ตู้แช่และอื่นๆ
- ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตหรือตกต่ำยังคงเป็นโอกาสของธุรกิจอาหารเสมอ
- รัฐบาลส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก ผ่าน SMEs และภาคการผลิตต่างๆ
2.2 อุปสรรค (Threat = T) คือ ปัญหาที่มีผลกระทบจากภายนอก ได้แก่
- เผชิญกับการแข่งขันสูง ทั้งทางตรงและในทางอ้อม เช่น ผลิตภัณฑ์ฟาร์มเฮาส์ และอื่นๆ
- โรคระบาด เช่น ไข้หวัดนก ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ต้นทุนไข่ไก่สูง และปริมาณการผลิต
- โลกร้อนและภัยพิบัติธรรมชาติทำให้ผลผลิตลดลงไข่ไก่ ที่นำมาใช้ในการผลิตลดลง
- ความแตกแยกทางการเมืองของไทย ส่งผลต่อนโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลไม่
ต่อเนื่อง
- ต้นทุนพลังงาน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นด้วยรวมทั้งต้นทุนค่าขนส่ง
ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý
ข้อ 4. จงเขียนแผนธุกิจของ “ การให้บริการจัดหาคู่ ”
(ข้อนี้ พี่นรินทร์ ขอเฉลยให้ดูเฉพาะหลักการของแผนธุรกิจ 10 ขั้นตอนนะครับเนื่องจากเนื้อหาเยอะมาก หากน้องๆท่านใดต้องการรายละเอียดเพิ่มทั้งหมด ให้มาติวกับ พี่นรินทร์ นะครับ พี่จะเฉลยให้ดูในห้องเรียนครับ หรือน้องจะดูตัวอย่างจากเฉลยข้อสอบ ภาค 2/54 ก็ได้นะครับ คล้ายๆกัน ... ยาวดีมาก 555 )
ตอบ แผนธุรกิจ (Business Plan) คือ แนวทางหรือขั้นตอนในการประกอบธุรกิจที่ผู้ประกอบการเขียนไว้ล่วงหน้า โดยการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ ปัจจัยต่าง ๆ เช่น สิ่งแวดล้อม เงินลงทุน โอกาสทางุรกิจ สภานการณ์ต่างๆ และอื่นๆ เพื่อนำมาพิจารณา เสนอผู้บริหาร หรือผู้ประกอบการเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน ดังนี้
ขั้นที่ 1 บทสรุปสำหรับผู้บริหาร คือ สาระใจความสำคัญของแผนธุรกิจ หรือ ภาพรวม
ของแผนธุรกิจที่ผู้ประกอบการจะต้องใจในการตัดสินใจ เพื่อการลงทุน โดยต้องชี้ให้เห็นถึง
1. โอกาสที่จะเกิดขึ้นจริงในตลาด ซึ่งมีความเป็นไปได้จากการลงทุน
2. ต้องระบุว่าสินค้าและบริการ สามารถให้โอกาสและเป็นประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจทั้งต่อ
ผู้ประกอบการเองและผู้บริโภค เช่น แนวคิดในการทำธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของผู้บริโภคได้ ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ ซื้อซ้ำ มีความภักดี ได้เปรียบคู่แข่งขัน สามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เข้าถึงและมีขนาดใหญ่พอ มีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ สามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง มีผลตอบแทนที่เพียงพอ มีสภาพคล่องที่ดีและผู้บริหารต้องมีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ เหมาะกับธุรกิจที่จะลงทุน
ขั้นที่ 2 ประวัติความเป็นมาของกิจการซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับการจัดตั้ง การจดทะเบียน ทุนการค้า นโยบายและผลงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาในอดีต ภาพพจน์ ชื่อเสียง ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และอื่น ๆ จะต้องชี้แจงรายละเอียดให้ปรากฎอยู่ในแผนธุรกิจ
ขั้นที่ 3 วิเคราะห์สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่ส่งผลต่อ
การประกอบธุรกิจ โดยใช้หลัก
1. การวิเคราะห์ SWOT Analysis ซึ่งแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
สิ่งแวดล้อมภายใน เช่น จุดแข็ง และจุดอ่อนในแต่ละด้าน
สิ่งแวดล้อมภายนอกเป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น โอกาสและอุปสรรคที่มี
ผลกระทบจากภายนอก
2. การวิเคราะห์ Five Force Model คือการวิเคราะห์อุปสรรค 5 อย่างจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ได้แก่
เทคโนโลยี คู่แข่งขัน การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค กฎหมาย และลักษณะของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
3. การวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อทำให้
ทราบการเชื่อมต่อของหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ
ขั้นที่ 4 การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์และเป้าหมายทางธุรกิจ โดยคำนึงความ
เป็นไปได้ ผลลัพธ์และการบรรลุเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลา ดังนี้
1. Vision (วิสัยทัศน์) คือ มุมมองระยะยาวในการคาดการณ์ หรือคาดหวังหรือกำหนดทิศทางทางธุรกิจ เช่น เป็นผู้นำสินค้าดิจิตอลในอนาคต
2. Mission (พันธกิจ) คือ ภาระหน้าที่กลยุทธ์หรือวิธีการที่จะต้องปฏิบัติให้ธุรกิจประสบความสำเร็จเช่น ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพแต่ราคาต่ำ
3. Objective and goal คือ วัตถุประสงค์และเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น ยอดขาย 100 ล้านบาทในปีหน้า กำไร 40% ส่วนครองตลาดอันดับ 1 ลูกค้าชื่นชอบ
ขั้นที่ 5 แผนการตลาดและการวิจัยทางธุรกิจ คือ การกำหนดทิศทางหรือแนวทาง ทางการตลาด
เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์หรือขั้นตอนในการประกอบธุรกิจ กลไกการตรวจสอบและการประเมินไว้ล่วงหน้า ให้สอดคล้องกับกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่ได้กำหนดไว้ แผนการตลาดจะช่วยกำหนดขอบเขตของธุรกิจ การแบ่งส่วนลูกค้าเป้าหมาย การเลือกตลาดเป้าหมายที่ถูกต้องและการกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม (STP) พร้อมกับกำหนดกลยุทธ์ 4 P และ 4 C ซึ่งเป็นกลยุทธ์ระดับหน้าที่ เพื่อใช้ประกอบการทำธุรกิจ
ขั้นที่ 6 แผนการบริการการจัดการ (แผนดำเนินงาน) คือ แผนที่ใช้ในการจัดโครงสร้างขององค์กร
กำหนดหน้าที่รับผิดชอบสายบังคับชาของบุคลากรแต่ละฝ่ายตลอดจนผู้บริหารและผู้ถือหุ้นให้เหมาะสมกับหน้าที่การรับผิดชอบ โดยระบุตำแหน่ง บทบาท หน้าที่ตามความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ สัดส่วนผู้ถือหุ้น คณะกรรมการต่างๆ
ขั้นที่ 7 แผนการผลิตและการปฏิบัติ คือ การนำแผนุรกิจที่ได้กำหนดไว้ ไปลงมือปฏิบัติหรือ
กำหนดเทคนิค วีการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยใช้เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง เช่น PEAT CPM GATT CHART Supply Chain และอื่นๆ
ขั้นที่ 8 แผนการเงิน คือ แผนในการบริหารจัดการทางการเงิน เพื่อนำมาใช้ในการประกอบธุรกิจ
โดยจัดทำงบทางการเงินต่าง ๆ เช่น งบดุล งบกำไรขาดทุน งบการแสเงินสด อัตราส่วนทางการเงิน Ratio จุดคุ้มทุน NPV IRR และอื่นๆ เพื่อประมาณการยอดขาย รายได้ หนี้สิน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สินทรัพย์ ผู้ถือหุ้นและอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนทางการเงิน เกิดสภาพคล่องส่งผลตอบแทนที่เพียงพอเลือกแหล่งของเงินทุนที่เหมาะสมและการแก้ไขปัญหาทางการเงินได้ล่วงหน้า
ขั้นที่ 9 แผนสำรองฉุกเฉินหรือแผน 2 คือ แผนงานที่เตรียมเผื่อไว้ รองรับกับสภาพการณ์ต่าง ๆ
รองรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากแผนธุรกิจหลัก หากแผนธุรกิจหลักไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะได้ใช้แผน 2 แก้ไขสถานการณ์ แผน 2 นี้จะต้องสามารถปฏิบัติได้จริงด้วย
ขั้นที่ 10 ภาคผนวก คือ การวิเคราะห์ภาพรวมของแผนธุรกิจ เกี่ยวกับคู่แข่งขัน กลุ่มลูกค้า
เป้าหมาย โอกาสทางการตลาด สถานการณ์การตลาด การต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่หรือการเปรียบเทียบโอกาสต่าง ๆ
ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý
ข้อสอบวิชา MGT 4004 (BA307) ภาค 1/55
คำสั่ง ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้ทำทุกข้อๆละ 25 คะแนน
ข้อ 1. จงเขียนแผนธุรกิจสำหรับธุรกิจ “แคะหู” ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ตอบ แผนธุรกิจ (Business Plan) คือ แนวทางหรือขั้นตอนในการประกอบธุรกิจที่ผู้ประกอบการเขียนไว้ล่วงหน้า โดยการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ ปัจจัยต่าง ๆ เช่น สิ่งแวดล้อม เงินลงทุน โอกาสทางุรกิจ สภานการณ์ต่างๆ และอื่นๆ เพื่อนำมาพิจารณา เสนอผู้บริหาร หรือผู้ประกอบการเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน ดังนี้
ขั้นที่ 1 บทสรุปสำหรับผู้บริหาร คือ สาระใจความสำคัญของแผนธุรกิจ หรือ ภาพรวม
ของแผนธุรกิจที่ผู้ประกอบการจะต้องใจในการตัดสินใจ เพื่อการลงทุน โดยต้องชี้ให้เห็นถึง
1. โอกาสที่จะเกิดขึ้นจริงในตลาด ซึ่งมีความเป็นไปได้จากการลงทุน
2. ต้องระบุว่าสินค้าและบริการ สามารถให้โอกาสและเป็นประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจทั้งต่อ
ผู้ประกอบการเองและผู้บริโภค เช่น แนวคิดในการทำธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของผู้บริโภคได้ ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ ซื้อซ้ำ มีความภักดี ได้เปรียบคู่แข่งขัน สามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เข้าถึงและมีขนาดใหญ่พอ มีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ สามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง มีผลตอบแทนที่เพียงพอ มีสภาพคล่องที่ดีและผู้บริหารต้องมีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ เหมาะกับธุรกิจที่จะลงทุน
ขั้นที่ 2 ประวัติความเป็นมาของกิจการซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับการจัดตั้ง การจดทะเบียน ทุนการค้า นโยบายและผลงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาในอดีต ภาพพจน์ ชื่อเสียง ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และอื่น ๆ จะต้องชี้แจงรายละเอียดให้ปรากฎอยู่ในแผนธุรกิจ
ขั้นที่ 3 วิเคราะห์สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่ส่งผลต่อ
การประกอบธุรกิจ โดยใช้หลัก
1. การวิเคราะห์ SWOT Analysis ซึ่งแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
สิ่งแวดล้อมภายใน เช่น จุดแข็ง และจุดอ่อนในแต่ละด้าน
สิ่งแวดล้อมภายนอกเป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น โอกาสและอุปสรรคที่มี
ผลกระทบจากภายนอก
2. การวิเคราะห์ Five Force Model คือการวิเคราะห์อุปสรรค 5 อย่างจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ได้แก่
เทคโนโลยี คู่แข่งขัน การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค กฎหมาย และลักษณะของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
3. การวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อทำให้
ทราบการเชื่อมต่อของหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ
ขั้นที่ 4 การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์และเป้าหมายทางธุรกิจ โดยคำนึงความ
เป็นไปได้ ผลลัพธ์และการบรรลุเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลา ดังนี้
1. Vision (วิสัยทัศน์) คือ มุมมองระยะยาวในการคาดการณ์ หรือคาดหวังหรือกำหนดทิศทางทางธุรกิจ เช่น เป็นผู้นำสินค้าดิจิตอลในอนาคต
2. Mission (พันธกิจ) คือ ภาระหน้าที่กลยุทธ์หรือวิธีการที่จะต้องปฏิบัติให้ธุรกิจประสบความสำเร็จเช่น ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพแต่ราคาต่ำ
3. Objective and goal คือ วัตถุประสงค์และเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น ยอดขาย 100 ล้านบาทในปีหน้า กำไร 40% ส่วนครองตลาดอันดับ 1 ลูกค้าชื่นชอบ
ขั้นที่ 5 แผนการตลาดและการวิจัยทางธุรกิจ คือ การกำหนดทิศทางหรือแนวทาง ทางการตลาด
เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์หรือขั้นตอนในการประกอบธุรกิจ กลไกการตรวจสอบและการประเมินไว้ล่วงหน้า ให้สอดคล้องกับกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่ได้กำหนดไว้ แผนการตลาดจะช่วยกำหนดขอบเขตของธุรกิจ การแบ่งส่วนลูกค้าเป้าหมาย การเลือกตลาดเป้าหมายที่ถูกต้องและการกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม (STP) พร้อมกับกำหนดกลยุทธ์ 4 P และ 4 C ซึ่งเป็นกลยุทธ์ระดับหน้าที่ เพื่อใช้ประกอบการทำธุรกิจ
ขั้นที่ 6 แผนการบริการการจัดการ (แผนดำเนินงาน) คือ แผนที่ใช้ในการจัดโครงสร้างขององค์กร
กำหนดหน้าที่รับผิดชอบสายบังคับชาของบุคลากรแต่ละฝ่ายตลอดจนผู้บริหารและผู้ถือหุ้นให้เหมาะสมกับหน้าที่การรับผิดชอบ โดยระบุตำแหน่ง บทบาท หน้าที่ตามความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ สัดส่วนผู้ถือหุ้น คณะกรรมการต่างๆ
ขั้นที่ 7 แผนการผลิตและการปฏิบัติ คือ การนำแผนุรกิจที่ได้กำหนดไว้ ไปลงมือปฏิบัติหรือ
กำหนดเทคนิค วีการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยใช้เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง เช่น PEAT CPM GATT CHART Supply Chain และอื่นๆ
ขั้นที่ 8 แผนการเงิน คือ แผนในการบริหารจัดการทางการเงิน เพื่อนำมาใช้ในการประกอบธุรกิจ
โดยจัดทำงบทางการเงินต่าง ๆ เช่น งบดุล งบกำไรขาดทุน งบการแสเงินสด อัตราส่วนทางการเงิน Ratio จุดคุ้มทุน NPV IRR และอื่นๆ เพื่อประมาณการยอดขาย รายได้ หนี้สิน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สินทรัพย์ ผู้ถือหุ้นและอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนทางการเงิน เกิดสภาพคล่องส่งผลตอบแทนที่เพียงพอเลือกแหล่งของเงินทุนที่เหมาะสมและการแก้ไขปัญหาทางการเงินได้ล่วงหน้า
ขั้นที่ 9 แผนสำรองฉุกเฉินหรือแผน 2 คือ แผนงานที่เตรียมเผื่อไว้ รองรับกับสภาพการณ์ต่าง ๆ
รองรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากแผนธุรกิจหลัก หากแผนธุรกิจหลักไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะได้ใช้แผน 2 แก้ไขสถานการณ์ แผน 2 นี้จะต้องสามารถปฏิบัติได้จริงด้วย
ขั้นที่ 10 ภาคผนวก คือ การวิเคราะห์ภาพรวมของแผนธุรกิจ เกี่ยวกับคู่แข่งขัน กลุ่มลูกค้า
เป้าหมาย โอกาสทางการตลาด สถานการณ์การตลาด การต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่หรือการเปรียบเทียบโอกาสต่าง ๆ
ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý
ข้อ 2. จงใช้ Fives Force Model วิเคราะห์สายการบินแอร์เอเชียในประเทศไทย
การวิเคราะห์ Five Force Model (5 Force) เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนี้
1. การคุกคามของคู่แข่งขันรายใหม่ ที่เข้ามาทำธุรกิจแข่งขันในตลาดเดียวกันในรูปแบบของ
สินค้า บริการในประเภทเดียวกัน เช่น สายการบินต้นทุนต่ำแบรนด์ใหม่ๆ ทั้งไทยและต่างชาติ การขยายสายผลิตภัณฑ์จากบนลงล่างของสายการบินหลักเพื่อลงมาเล่นตลาดกลางและตลาดล่าง ตลอดจนการเข้ามาของคู่แข่งขันรายอื่นๆที่เป็นคู่แข่งทางอ้อม และอื่นๆ ทำให้มีจำนวนคู่แข่งขันเพิ่มขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานและธุรกิจของแอร์เอเชีย ซึ่งต่างก็แย่งชิงลูกค้าจากตลาดเดียวกัน ทำให้ยอดขายและกำไรลดลง ต้องทำการส่งเสริมการตลาดเพิ่มขึ้น ปรับกลยุทธ์ใหม่ๆเข้าแข่งขัน
1. อำนาจการต่อรองของผู้จัดหาวัตถุดิบ ถ้าวัตถุดิบหายากอำนาจการต่อรองของผู้จัดหา
วัตถุดิบจะมีสูง แต่ถ้าวัตถุดิบหาง่าย อำนาจการจัดหาวัตถุดิบของผู้ต่อรองจะลดลง เช่น บริษัทผลิตชิ้นส่วน อะไหล่เครื่องบิน วัตถุดิบอื่นๆ จะมี Power สูงในช่วงที่ ชิ้นส่วน อะไหล่เครื่องบิน วัตถุดิบอื่นๆ มีน้อย หายาก ต้นทุนสูง ผู้จัดหาวัตถุดิบจึงมีอำนาจต่อรองมาก ส่งผลต่อต้นทุนของสายการบินแอร์เอเชียมากขึ้น
2. อำนาจการต่อรองของลูกค้าในตลาด ถ้ามีสายการบินต้นทุนต่ำหลายสาย มีการแข่งขันกันสูง อัด
โปรโมชั่นใหม่ อำนาจการต่อรองของลูกค้าจะสูง เพราะลูกค้าจะเลือกใช้บริการสายการบินใดก็ได้ ปัจจุบัน แอร์เอเชียจึงอัดโปรโมชั่นราคาต่ำตลอดเวลา ต้องเหนื่อยไปตลอด แต่ผลประโยชน์ตกอยู่ที่ลูกค้า
3. การคุกคามจากสินค้าทดแทนอื่นๆ ถ้ามีปริมาณสายการบินอื่นๆ รถยนต์ รถไฟ ความเร็วสูง มี
จำนวนมาก โอกาสทางการตลาดก็จะลดลง แต่ถ้ามีปริมาณสายการบินอื่นๆ รถยนต์ รถไฟ ความเร็วสูง จำนวนน้อย โอกาสทางการตลาดก็จะมีมากขึ้น ปัจจุบันมีสายการบินต้นทุนต่ำ ปริมาณสายการบินอื่นๆ รถยนต์ รถไฟ ความเร็วสูงจำนวนมากขึ้น จึงกลายเป็นอุปสรรคของแอร์เอเชียที่ต้องพัฒนาการให้บริการตลอดเวลา และต้องแข่งขันสูง
4. การแข่งขันในอุตสาหกรรม ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น ปริมาณสายการบินอื่นๆ มีมาก มีการ
แข่งขันสูง จะทำให้ผลประกอบการ ยอดขายและกำไร ของแอร์เอเชียลดลง ถ้ามีการแข่งขันรุนแรง ผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ผู้บริโภค ดังนั้นบริษัทจึงมุ่งเน้นการทำ CRM. และ CSR.
ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý
ข้อ 3. จงยกตัวอย่างโซ่ออุปทานของสินค้ามาหนึ่งชนิด พร้อมอธิบายความสัมพันธ์ในโซ่อุปทาน
การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) คือ การเชื่อมต่อของหน่วยธุรกิจหรือจุดต่าง ๆ ใน
การผลิตสินค้าและบริการ โดยเริ่มตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบและสิ้นสุดลงที่การส่งมอบสินค้าและบริการไปสู่ผู้บริโภค กิจกรรมของห่วงโซ่อุปทานจะแปรสภาพทรัพยากรธรรมชาติ วัสดุอื่น ๆ ให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปแล้วส่งต่อไปจนถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้าย จากต้นน้ำไปสู่ปลายน้ำ
ดังนั้น การจัดการห่วงโซ่อุปทาน จึงเป็นการนำกลยุทธ์ วิธีการ แนวทางปฏิบัติ หรือทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในการจัดการ การส่งต่อวัตถุดิบสินค้าและบริการ จากหน่วยหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานไป
ยังอีกหน่วยหนึ่งอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีต้นทุนรวมต่ำสุดและได้รับสินค้าและบริการตามเวลาที่ต้องการ
มีการส่งมอบที่ทันเวลาในปริมาณที่เพียงพอ ทันต่อความต้องการ สามารถสร้างความร่วมมือในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร สินค้าและบริการ เพื่อให้ทราบถึงความต้องการอันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการส่งต่อ
นำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย
l องค์ประกอบที่สำคัญของห่วงโซ่อุปทาน มีดังนี้…
1. ผู้ส่งมอบหรือผู้จัดหาวัตถุดิบ สินค้าและบริการ คือ ผู้จัดส่งวัตถุดิบให้กับโรงงานหรือ ธุรกิจ
ต่าง ๆ
2. โรงงานผู้ผลิต (Manufacturers) คือ ผู้ทำหน้าที่แปรสภาพวัตถุดิบให้เป็นสินค้าและบริการ
เพิ่มคุณค่า เพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น
3. ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) คือ ผู้ทำหน้าที่หรือจุดที่ทำหน้าที่ในการกระจาย
สินค้าและบริการไปสู่ผู้บริโภคคนสุดท้าย เช่น พ่อค้าคนกลาง พนักงานขาย ช่องทางการตลาดต่าง ๆ
4. ร้านค้าย่อยและผู้บริโภค (Retailers and Customer) คือ จุดสุดท้ายของห่วงโซ่อุปทานเป็น
จุดที่สินค้าหรือบริการต่าง ๆ ไปสู่มือผู้บริโภคคนสุดท้ายโดยผ่านพ่อค้าปลีกที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภค
l กิจกรรมหลักในห่วงโซ่อุปทาน มีดังนี้
1. การจัดหา (Procurement) เป็นกระบวนการจัดหาวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อป้อนให้กับโรงงาน หรือหน่วยที่ทำหน้าที่ในการผลิตและแปรรูป
2. การขนส่ง (Transportation) เป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการโดยการขนส่งจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค ซึ่งจะผ่านช่องทางการตลาดต่าง ๆ และคนกลางหรืออาจจะไม่ใช้คนกลางก็ได้ การขนส่งมีผลโดยตรงกับต้นทุนการผลิตหรือ ข้อได้เปรียบในด้านราคาสินค้า
3. การจัดเก็บ (Warehousing) เป็นกิจกรรมที่ใช้ในการจัดเก็บสินค้าและบริการ เช่น โกดัง เพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริโภค ที่มีความต้องการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การจัดเก็บที่ดีจะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ ดังนั้นหลังจากการผลิตสินค้าจะต้องมีการจัดเก็บที่เหมาะสม การเลือกสถานที่ การจัดเรียงสินค้า ทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้ตลาดหรือใกล้แหล่งผลิตก่อนที่จะมีการกระจายตัวสินค้า จะช่วยในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว
4. การกระจายตัวสินค้า (Distribution) เป็นการกระจายสินค้าจากสถานที่จัดเก็บไปสู่ผู้บริโภคโดยผ่านช่องทางการตลาดคนกลางหรือพนักงานขาย รวมทั้งเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ
l การจัดการห่วงโซ่อุปทานจะช่วยให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้
1. การจัดการห่วงโซ่อุปทาน จะช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างจุดต่างๆ ทางธุรกิจให้เป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง ทำให้กระบวนการทางธุรกิจ มีความเจริญเติบโตเป็นไปตามที่ผู้ประกอบการต้องการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการวิจัยและการพัฒนาและสร้างกลยุทธ์ต่าง ๆ การสร้างแบรนด์ การเพิ่มมูลคาให้กับสินค้า การมองหาส่วนแบ่งตลาดใหม่ ๆ เกี่ยวกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
2. การจัดห่วงโซ่อุปทานที่ดีจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดเวลาในการส่งมอบสินค้าและบริการสนับสนุนการผลิตและการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องเป็นไปในลักษณะวงแหวนที่มีความสัมพันธ์กัน มีการส่งมอบที่ทันเวลา ตรงเวลา Just in time & Real time ซึ่งจะสร้างความพอใจให้ลูกค้าอย่างยั่งยืนได้
3. การจัดการห่วงโซ่อุปทาน ต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยธุรกิจต่างๆ ในการส่งมอบการ
แบ่งปันข้อมูลข่าวสาร การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าทั้งในรูปแบบของพันธมิตรทางธุรกิจและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ร่วมกัน จะทำให้เกิดความเข้มแข็ง การทำงานที่ต่อเนื่องเป็นระบบ
4. ความเป็นสมาชิกของทุกๆ ฝ่ายในห่วงโซ่อุปทานในการปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับ Logistic ตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ จะต้องมีการกำหนดขอบเขตหน้าที่ ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความเชื่อมต่อที่เป็นระบบ ป้องกันความขัดแย้ง สมาชิกสามารถเข้าถึงข้อมูลทั่วไป มีการประสานงาน การตรวจสอบแต่ละขั้นตอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งมอบ
5. การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพโดยการเชื่อมโยงองค์ประกอบของแต่ละกระบวนการ เช่น ผลิตภัณฑ์ การจัดหา การจัดซื้อ การกระจายตัวสินค้า การจัดการกับความต้องการของลูกค้า ให้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน การบริหารข้อมูลสารสนเทศให้เกิดความสามารถในการดูแลและการดำเนินงานของห่วงโซ่อุปทานได้อย่างทั่วถึงตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อ การจัดการคำสั่งซื้อ การผลิตและการส่งมอบที่มีคุณสมบัติระดับ ERP (Enterprise Resource Planning) จะช่วยให้ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ สนับสนุนการตัดสินใจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý ý
ข้อ 4. แผนการตลาดคืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง และแผนการตลาดตอบคำถามใดให้กับผู้ประกอบการบ้าง
ตอบ แผนการตลาด (Marketing Plan) คือ แผนหรือขั้นตอนหรือแนวทางในการดำเนินงานทางการตลาด ในแต่ละสินค้าหรือแต่ละหน่วยธุรกิจ ซึ่งแผนการตลาดเป็นส่วนหนึ่งของแผนุรกิจ ประกอบด้วย
1. บทสรุปผู้บริหารและเนื้อหาของแผนการตลาด เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบริษัท, แผนการ
ตลาด, สินค้าและบริการ, ตลาดเป้าหมาย, ระดับกำไรและยอดขายที่ต้องการ, คู่แข่งขัน และกลยุทธ์การตลาด
2. การวิเคราะห์สถานการณ์ทางการตลาดปัจจุบัน ได้แก่ สถานการณ์การตลาด, สถานการณ์
ผลิตภัณฑ์, สถานการณ์การแข่งขัน, สถานการณ์การจัดจำหน่าย, สิ่งแวดล้อมมหภาค PEST.
3. การวิเคราะห์ SWOT Analysis ที่เกี่ยวข้องสิ่งแวดล้อมภายใน เช่น จุดแข็ง (S) ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบ
หรือสิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน, จุดอ่อน (W) ซึ่งเป็นสิ่งที่เสียเปรียบหรือสิ่งที่ด้อยกว่าคู่แข่งขัน และสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น โอกาส (O) ซึ่งเป็นสิ่งที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ, อุปสรรค (T) ซึ่งเป็นสิ่งที่มีปัญหาและมีผลกระทบต่อการทำธุรกิจ ทั้งระดับจุลภาคและมหภาค
4. การกำหนดวัตถุประสงค์ทางการตลาด (Marketing Objective) ทั้งด้านการเงิน เช่น สภาพคล่อง
อัตราส่วนทางการเงิน งบกำไรขาดทุน และอื่นๆ, ส่วนด้านการตลาด เช่น ยอดขาย กำไร ส่วนครองตลาด และอื่นๆ
5. การกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing Strategy) เช่น การวิเคราะห์ STP, 4 P’s
6. โปรแกรมการปฏิบัตการ (Action Plan) เป็นการนำแผนการตลาดไปปฏิบัติ โดยมอบหมายหน้าที่
ให้กับบุคลากรฝ่ายต่างรับผิดชอบแต่ละหน้าที่ พร้อมระบุเวลา ต้นทุน และผู้รับผิดชอบ
7. งบกำไรขาดทุนโดยประมาณการ (Projected Profit and Loss) เป็นการทำงบกำไรขาดทุน เพื่อ
สนับสนุนแผนการตลาด จะทำให้ทราบรายได้ ค่าใช้จ่าย ยอดขายและผลกำไรที่จะได้รับ เพื่อวางแผนการลงทุน
8. การประเมินและการควบคุม (Evaluation and Control) เป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นการตรวจสอบ
ความก้าวหน้าในการวัดผลการทำงานทางการตลาด ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่
แผนการตลาดตอบคำถามให้กับผู้ประกอบการ ในด้านต่อไปนี้
1) ควรจะดำเนินงาน หรือผลิตสินค้าหรือประกอบธุรกิจนั้นๆหรือไม่ เพราะแผนการตลาดที่ดี อาจจะ
ใช้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจได้
2) การประกอบธุรกิจ จะคุ้มทุนหรือมียอดขาย กำไร ส่วนแบ่งตลาด ตามที่ต้องการหรือไม่ และหากไม่
เป็นไปตามเป้าหมายจะมีแผนสองสำรองไว้อย่างไร
3) มีแนวทางหรือขั้นตอนหรือปัญหา อุปสรรคอะไรบ้าง เพื่อจะได้หาทางแก้ไขล่วงหน้า
4) สถานะการณ์ตลาดป็นอย่างไรบ้าง น่าเข้าไปเล่นไหม มีภาวะการแข่งขันรุนแรงหรือไม่ ใครเป็นคู่
แข่งขันโดยตรงและใครเป็นคู่แข่งขันโดยอ้อมมีจุดแข็งจุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคอย่างไร เมื่อตัดสินใจจะเข้าไปเล่นในตลาด ควรจะเข้าตลาดเมื่อไร ก่อนหรือพร้อมหรือหลังคู่แข่งขัน จึงจะได้เปรียบ
5) ควรจะใช้กลยุทธ์อะไรในการแข่งขัน ควรจะกำหนดนโยบาย และการวางแผนระยะสั้น กลาง และ
ยาวอย่างไร
หมายเหตุ .. อาจจะจัดทำแผนสอง ซึ่งเป็นแผนสำรองฉุกเฉินไว้ด้วยทุกครั้ง |